วันที่
1
|
22.00น.
พร้อมกันที่สนามบินสุวรรณภูมิ
|
|
วันที่
2
|
00.30น.
ออกเดินทางสู่ซูริคโดย TG 970
|
|
07.25น.
เดินทางถึงสนามบินซูริค ประเทศสวิตเซอร์แลนด์
|
|
เดินทางสู่:
เมือง ฮาฟฟ์เฮาเซน (schaffhausen city)
เมืองฮาฟฟ์เฮาเซน เป็นเมืองที่อยู่ทางตอนเหนือของประทศสวิตเซอร์แลนด์ และเป็นที่ตั้งของน้ำตกไรน์อันโด่งดัง อยู่ถัดจากนอยเฮาเซินไปทางตะวันออกเฉียงเหนือไม่กี่กิโลเมตร บางครั้งอาจเรียกว่าไรน์ฟัลล์ตัดท์ตามชื่อของน้ำตก หรือ มูนอทชตัดท์ตามชื่อป้อมปราการมูนอท นอกจากนี้ ยังมีโรงกลั่นไวน์ และปราสาท Laufen ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวมีชื่อของเมืองนี้
|
|
เที่ยง
อาหารกลางวัน ณ ภัตตาคารพื้นเมือง
|
|
บ่าย
เดินทางสู่:
เมือง ลูเซิน (lucerne city)
ลูเซิร์น..เมืองที่คุ้นเคยดีสำหรับคนไทยและชาวเอเชีย โดยเฉพาะประติมากรรมที่งดงามแกะสลักสิงโตหินบนหน้าผา หรือ สะพานไม้คาเปล ที่มีอายุกว่า 600 ปี ตั้งอยู่ริมทะเลสาบทอดข้ามแม่น้ำรอยส์ ตลอดสะพานประดับด้วยภาพเขียนที่บอกเล่าถึงประวัติศาสตร์ของประเทศได้เป็นอย่างดี สะพานนี้เคยถูกไฟไหม้และได้รับการบูรณะจนสวยงาม กลายเป็นสัญลักษณ์ความงามที่แท้จริงของลูเซิร์น นอกจากนี้ การได้ล่องเรือไปตามทะเลสาบโรแมนติคมากๆ มีเมืองเล็กสวยงามบนฝั่งทะเลสาบเวียวาลด์ สแตร์ทเตอร์ เชิืญเยี่ยมชมตามอัธยาศัย..
|
|
นำท่านชม:
อนุสาวรีย์สิงโต ลูเซิน (lion monument )
อนุสาวรีย์สิงโต หรือ อนุสาวรีย์รูปสิงโตหิน เป็นอนุสาวรีย์ที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองลูเซิน และเป็นอนุสาวรีย์สำหรับทหารสวิสที่ตายในหน้าที่ที่ฝรั่งเศส ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวลูเซิร์น สำหรับความกล้าหาญและความซื่อสัตย์ในหน้าที่ แกะสลักอยู่บนหน้าผา ที่หัวของสิงโตจะมีโล่ ซึ่งมีกากบาทสัญลักษณ์ของสวิสเซอร์แลนด์อยู่ ออกแบบและแกะสลักโดย ธอร์ วอลเส้น ใช้เวลาแกะสลักอยู่ราว 2 ปี ตั้งแต่คศ1819-1821สร้างขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่ทหารสวิสในด้านความกล้าหาญ ซื่อสัตย์และรักภักดี ที่เสียชีวิตไปในฝรั่งเศส
|
|
นำท่านชม:
ทะเลสาบลูเซิร์น (lake lucerne)
ทะเลสาบลูเซิรน์ หรือ ทะเลสาบสี่พันธรัฐ มีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่4ของประเทศสวิส มีความงดงามของทัศนียภาพอยู่ท่ามกลางหุบเขา โอบล้อมด้วยยอดเขาริกิ และยอดเขาพิลาตุส ทำให้วิวทิวทัศน์ดูงดงามยิ่งขึ้น ทะเลสาบลูเซิร์น ได้ชื่อว่าสวยสุดในสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งเป็นทะเลสาบที่สวยงาม ตั้งอยู่ท่ามกลางหุบเขา มองไปทางไหนก็จะเห็นภูเขาโอบล้อม ทัศนียภาพบริเวณรอบๆทะเลสาบลูเซิร์น เป็นอาคารบ้านเรือนแบบสมัยใหม่ มีถนนเลียบไปตามเนินเขาตลอดระยะทาง ริมทะเลสาบจัดเป็นสวนสาธารณะ มีดอกไม้นานาพรรณออกดอกบานสะพรั่ง
|
|
นำท่านชม:
สะพานไม้ชาเปล (chapel bridge )
สะพานไม้ชาเปล..สัญลักษณ์ของเมืองที่ใครๆ ก็มักมาถ่ายรูปที่สะพานแห่งนี้ เป็นสะพานไม้อันเก่าแก่ที่สุดในยุโรป มีอายุมากกว่า 600 ปี สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 14 โดยตลอดแนวสะพานนั้นถูกประดับด้วยภาพเขียน ที่บอกเล่าถึงประวัติของประเทศแห่งนี้เป็นจำนวนมาก สร้างขึ้นเพื่อทอดตัวข้ามแม่น้ำรอยส์ ตั้งอยู่ริมทะเลสาบทอดข้ามแม่น้ำรอยส์ ตลอดสะพานประดับด้วยภาพเขียน ที่บอกเล่าถึงประวัติศาสตร์ของประเทศได้เป็นอย่างดี สะพานนี้เคยถูกไฟไหม้เสียหายมากในปี 1993 แม้บางส่วนจะถูกไฟไหม้และได้รับการบูรณะจนสวยงาม
|
|
ค่ำ
อาหารค่ำ ณ ภัตตาคารพื้นเมือง
|
|
พักโรงแรม Drei Konige Hotel หรือเทียบเท่า
|
|
วันที่
3
|
เช้า
อาหารเช้า ณ โรงแรม
|
|
เดินทางสู่:
เมือง เลาเทอร์บรุนเนน (lauterbrunnen city)
ตั้งอยู่ทิศตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เชิญเที่ยวชมวิวทิวทัศน์สวยงาม เช่ย น้ำตกทรุมเมลบาค อยู่ในภูเขาวนวนเป็นเกลียว เกิดจากธารน้ำแข็งมี10ชั้น และน้ำตก Staubbach น้ำไหลแรงและเย็นมากๆ เห็นมีฝูงแกะที่เขาเลี้ยงอยู่รอบๆ ส่วนถนนในหมู่บ้านของเมืองมีเส้นดียวขนานไปกับช่องเขา สำหรับร้านค้าต่างๆในเมืองนี้ อยู่ใกล้ๆกัน รวมถึงร้านสหกรณ์ ที่นี่ ยังเป็นจุดรวมของรถไฟหลายสาย ที่สถานี Lauterbrunnen เชิญเที่ยวชมความงามของภูเขาที่อยู่รายรอบแนวเทือกเขา Alps,หุบเขา Lauterbrunnen Valley รวมถึงยอด Jungfrau
|
|
นั่งรถไฟขึ้นสู่:
ยอดเขาจุงฟราว (jungfrau mountain)
ยอดเขาจุงฟราว ได้ชื่อว่าเป็น Top of Europe มีความสูง 3,454 เมตร นับเป็นเส้นทางรถไฟที่สูงที่สุดของยุโรป ได้สัมผัสความงามมหัศจรรย์ดุจแดนสวรรค์ ขาวโพลนด้วยเกล็ดหิมะยามสะท้อนแสงอาทิตย์เปล่งประกายระยิบระยับตา ดั่งดวงดาวบนพื้นพิภพ จนได้รับการยกย่องจากองค์การยูเนสโกให้เป็นมรดกโลกทางธรรมชาติในปี2544 ข้างบนภูเขา มีร้านค้าขายของที่ระลึกและกิจกรรมที่ควรทำคือการส่งไปรษณีย์จากที่นี่เพราะเขาจะมีตรายางให้ปั๊มว่า "Top of Europe" เป็นความทรงจำที่ดีจริงๆ นอกจากนี้ยังมีพิพิธภัณฑ์และถ้ำน้ำแข็งให้ดูด้วย
|
|
กลางวัน
อาหารกลางวัน ณ ภัตตาคารบนยอดเขา
|
|
บ่าย
ชมวิวที่:
หอชมวิวสฟิงซ์ (sphinx observation hall)
หอชมวิวสฟิงซ์..จุดชมวิวยอดนิยม ชมทัศนียภาพอันอลังการของเทือกเขาจุงเฟรายอค ที่สามารถใช้ลิฟต์จากห้องโถงสฟิงซ์ ซึ่งมักมีการจัดงานนิทรรศการศิลปะหมุมเวียนตลอดทั้งปี ในเวลาเพียง 25 วินาที ก็จะขึ้นมาสู่หอสังเกตการณ์สฟิงซ์ ซึ่งมีระเบียงยื่นออกนอก ตัวอาคารให้ได้ชื่นชมทัศนียภาพ โดยรอบแบบ 360 องศา บนความสูงถึง 3,571 เมตร ในวันที่ท้องฟ้าแจ่มใส สามารถเห็นภูมิทัศน์ไกลถึงเทือกเขา Vosges ในประเทศฝรั่งเศสและป่าดำในเยอรมนี
|
|
นั่งรถไฟสู่หมู่บ้านกรินเดอวาลล์
|
|
เดินทางสู่:
เมือง อินเทอร์ลาเก้น (interlaken city)
อินเทอร์ลาเก้น..เมืองท่องเที่ยวเมืองหนึ่งของสวิสแลนด์ที่ได้ชื่อว่ามีบรรยากาศและภูมิประเทศสงบสวยงามที่สุดแห่งหนึ่ง เนื่องจากตั้งอยู่ตรงกลางระหว่างทะเลสาบ2แห่งคือ ทะเลสาบธันและทะเลสาบเบรียนส์ แวดล้อมไปด้วยน้ำจากทะเลสาบ น้ำตกที่เกิดจากหิมะละลายไหลลงมาจากขุนเขา น้ำจากแม่น้ำและน้ำที่พุ่งเป็นสายกระเซ็นจากน้ำพุรอบเมือง เป็นเมืองหน้าด่านสำหรับนักท่องเที่ยว เพราะเป็นทางขึ้นยอดเขาทั้งสามของที่นี่ คือ Jungfrau,Eiger และ Monch มักมาเริ่มต้นที่นี่ มีโรงแรม รีสอร์ท ร้านค้าต่างๆมากมาย
|
|
ค่ำ
อาหารค่ำ ณ ภัตตาคารพื้นเมือง
|
|
พักโรงแรม Interlaken Hotel หรือเทียบเท่า
|
|
วันที่
4
|
เช้า
อาหารเช้า ณ โรงแรม
|
|
เดินทางสู่:
กรุงเบิร์น (berne city)
กรุงเบิร์น สร้างในยุคกลางของยุโรปและเป็นเมืองหลวงเก่าแก่สวยงามคลาสสิคของสวิสมาตั้งแต่ปีคศ1848 รวมทั้งยังเป็นที่ตั้งของรัฐบาลกลาง รัฐสภา และหน่วยราชการที่สำคัญๆ ในปีคศ1848ได้ยกฐานะเมืองมรดกโลกจากองค์กรยูเนสโก ทั้งยังติดหนึ่งในเมืองมีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุดของโลกในปีคศ2010 ถือเป็นเมืองที่มีความสำคัญทางด้านประวัติศาสตร์ อาคารบ้านเรือนสวยงาม ตกแต่งด้วยดอกไม้ ต้นไม้ มีหอนาฬิกา Zeitglockenturm สัญลักษณ์คู่บ้านคู่เมืองกรุงเบิร์น บ้านทุกหลังที่ล้วนมีหลังสีแดง ถนนที่ปูด้วยอิฐ มีรูปปั้นตัวเล็กๆตลอดเส้นทาง
|
|
นำท่านชม:
หอนาฬิกากรุงเบิร์น (zytglogge clock tower)
หรือ หอระฆังซี๊ทกล็อด เป็นสัญลักษณ์คู่บ้านคู่เมืองกรุงเบิร์น เริ่มแรกที่สร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นประตูเมืองในช่วงปี คศ1191-1256 และเมื่อมีการสร้าง Prison Towerขึ้น จึงได้เปลี่ยนไปใช้ Prison Tower เป็นประตูเมืองแทน ในสมัยก่อนนั้นตึกนี้ไม่ได้เป็นนาฬิกาอย่างทุกวันนี้ จนกระทั่งในปี คศ1530 จึงได้มีการติดตั้งนาฬิกาดาราศาสตร์ จากนั้นเลยกลายเป็นหอนาฬิกาและสถานที่ท่องเที่ยวประจำเมือง ทุกๆ ชั่วโมง มีตัวตุ๊กตาต่างๆ ทั้งคน สิงโต หมี ที่ติดตั้งอยู่ออกมาหมุนไปรอบๆ มีไก่ออกมาขัน มีตัวตลกออกมาเต้นให้ได้ชมกัน
|
|
กลางวัน
อาหารกลางวัน ณ ภัตตาคารพื้นเมือง
|
|
บ่าย
เดินทางสู่:
เมือง โลซานน์ (lausanne city)
เมืองโลซานน์ ตั้งอยู่บนฝั่งเหนือของทะเลสาบเจนีวา มีทิวทัศน์สวยงามธรรมชาติ อากาศปราศจากมลพิษ มีประวัติศาสตร์อันยาวนานมาตั้งแต่ศต4 ในสมัยที่ชาวโรมันมาตั้งหลักแหล่งอยู่ริมฝั่งทะเลสาบที่นี่ แต่เพื่อความปลอดภัย ชาวเมืองจึงย้ายไปอยู่บนเนินเขารอบๆ ทะเลสาบ มีมหาวิทยาลัยแห่งโลซานน์ที่เก่าแก่แห่งหนึ่งของโลก เป็นศูนย์กลางของวัฒนธรรมและเศรษฐกิจของชุมชนที่ใช้ภาษาฝรั่งเศสในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และเป็นที่ตั้งของ'ศาลฎีกา'ของประเทศ นอกจากนี้ยังเป็นที่ตั้ง'สำนักงานใหญ่คณะกรรมการโอลิมปิกสากล'มาตั้งแต่ คศ1915
|
|
นำท่านชม:
พิพิธภัณฑ์โอลิมปิคแห่งโลซาน (olympic museum in lausanne)
พิพิธภัณฑ์โอลิมปิคแห่งโลซาน ตั้งอยู่ริมทะเลสาบที่งดงาม พื้นที่โดยรอบมีสวนต้นไม้และสนามหญ้าที่น่ารื่นรมย์ มีม้านั่งให้พักผ่อนใต้ร่มไม้มองเห็นวิวที่งดงามของทะเลสาบ ที่นี่..ยังจัดแสดงนิทัศการเกี่ยวกับโอลิมปิกทั้งแบบถาวรและนิทรรศการชั่วคราว พิพิธภัณฑ์แห่งนี้สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้กว่าสองแสนห้าหมื่นคนเลยทีเดียว
|
|
เดินทางสู่:
เมือง เจนีวา (geneva city)
กรุงเจนีวา นครแห่งความงาม เป็นประตูสู่เทือกเขาแอลป์ มีนาฬิกาดอกไม้ริมทะเลสาบและน้ำพุ เป็นสัญลักษณ์ของเมือง เป็นเมืองที่มีขนาดใหญ่ ตั้งอยู่บนเทือกเขาแอลป์ และยังเป็นเมืองคมนาคมหลักของทวีปยุโรปอีกด้วย เชิญชมที่ตั้งขององค์การสหประชาชาติ และสถาปัตยกรรมในเขตเมืองเก่า เช่น โบสถ์เซนต์ปีแอร์ ซึ่งเป็นโบสถ์ที่เก่าที่สุดของเมือง, ศาลากลางเมืองเจนีวาที่มีความเก่าแก่กว่า 500 ปี, โรงอุปรากร, มหาวิทยาลัยเจนีวา, น้ำพุ Jet d’Eau และอื่นๆมากมาย
|
|
นำท่านชม:
นาฬิกาดอกไม้ เจนีวา (jardin anglais)
นาฬิกาดอกไม้ สัญลักษณ์ของเจนีวาที่ตั้งอยู่ในเขตสวนอิงลิชการ์เดน ดอกไม้รอบๆก็จะเปลี่ยนแบบไปเรื่อยๆตามเทศกาลและฤดูกาล มีชนิด 2เข็ม และ 3เข็ม ขนาดตั้งแต่ 100-1,000ซ.ม.หรือมากกว่า และหน้าปัดนาฬิกามีความชันได้ ไม่จำกัดองศา สามารถใช้กระแสไฟฟ้าหรือพลังงานแสงอาทิตย์ได้ ไฟฟ้าดับยังสามารถใช้งานได้ นาฬิกาดอกไม้ ที่สวนอังกฤษ บ่งบอกถึงความสำคัญของอุตสาหกรรมการผลิตนาฬิกาที่มีต่อเจนีวา นาฬิกาดอกไม้เป็นสัญลักษณ์แสดงถึงความมีชื่อเสียงของเมืองเจนีวาในเรื่องของอุตสาหกรรมนาฬิกานั่นเอง
|
|
นำท่านชม:
น้ำพุเจทโด (jet d'eau)
น้ำพุเจทโด หรือ น้ำพุจรวดเจ็ท สูงตระหง่านอยู่ในทะเลสาบเจนีวา มีชื่อเสียงก้องโลก เป็นสัญลักษณ์ของเมืองเจนีวา ที่มีความสูงถึง 390 ฟุต ปล่อยน้ำครั้งละ 500 ลิตรต่อวินาที ขึ้นไปพุ่งกระจายบนอากาศที่ความสูง 140 เมตร ด้วยความเร็ว 200 กิโลเมตร/ชั่วโมง ในทะเลสาบเจนีวา โดยตั้งเป็นระบบ Security Valve ของโรงงาน Coulouvreniere Hydraulic Factory ตั้งแต่ปี 1891 ต่อมาก็ได้กลายมาเป็นสัญลักษณ์ท่องเที่ยวของ Geneva มาจนถึงปัจจุบัน รอบๆริมทะเลสาบ มีนาฬิกาดอกไม้และอนุสาวรีย์การรวมชาติที่สวยงาม
|
|
ค่ำ
อาหารค่ำ ณ ภัตตาคารพื้นเมือง
|
|
พักโรงแรม Ramada Encore Hotel หรือเทียบเท่า
|
|
วันที่
5
|
เช้า
อาหารเช้า ณ โรงแรม
|
|
เดินทางข้ามพรมแดนสู่ เมืองชาโมนิค มองบลังค์ ประเทศฝรั่งเศส
|
|
นั่งกระเช้าไฟฟ้าสู่:
ยอดเขามองบลังค์ (mont blanc)
นั่งเคเบิลไฟฟ้าขึ้นสู่ยอดเขามองบลังค์ เมื่อเคเบิ้ลขึ้นไปแล้วจะได้เห็นวิวด้านหลังอย่างเต็มตา 'ยอดเขามองบลังค์' เป็นภูเขาสูงที่สุดของเทือกเขาแอลป์อยู่ทางยุโรปตะวันตกและสหภาพยุโรป ถูกจัดอันดับเป็นยอดเขาสูงที่สุดอันดับ11ของโลก มีความสูงถึง 4,807เมตร เชิญชมความสวยงามของยอดเขาสูงที่สุดของยุโรป และสัมผัสขุนเขาสีขาวโพลนที่มีหิมะปกคลุมตลอดทั้งปี จากนั้นพบกับจุดชมวิวที่สวยงามสามารถมองเห็นทัศนียภาพของเทือกเขาแอลป์โดยรอบๆ พร้อมสนุกสนานเพลิดเพลินกับกิจกรรมบนสายหิมะที่ได้สัมผัสหิมะขาวโพลนตลอดปี
|
|
กลางวัน
อาหารกลางวัน ณ ภัตตาคารพื้นเมือง
|
|
บ่าย
เดินเล่นในตัวเมืองชาโมนิค มองบลังค์
|
|
ค่ำ
อาหารค่ำ ณ ภัตตาคารจีน
|
|
พักโรงแรม Novotel Milano Nord Ca Granda Hotel หรือเทียบเท่า
|
|
วันที่
6
|
เช้า
อาหารเช้า ณ โรงแรม
|
|
เดินทางสู่:
เมือง มิลาน (milan city)
เมืองมิลาน หรือ มิลาโน่ มีชื่อเสียงในด้านแฟชั่น ศิลปะ และเครื่องหนัง เป็นเมืองแห่งแฟชั่นสำคัญเมืองหนึ่งของโลก ในลักษณะเดียวกับ นิวยอร์ก ปารีส ลอนดอน “มิลาน”เป็นเมืองหลวงของแคว้นลอมบาร์เดียในภาคเหนือของประเทศอิตาลี ตั้งอยู่บริเวณที่ราบลอมบาร์ดี มีประชากรประมาณ1,308,500 คน และมีชื่อเสียงเกี่ยวกับประเพณีคริสต์มาสที่เรียกว่า“ปาเนตโตเน” อุตสาหกรรม ผ้าไหม และแหล่งผลิตรถยนต์ อัลฟา โรมีโอ รวมไปถึงสโมสรฟุตบอลอินเตอร์มิลานและสโมสรฟุตบอลเอซีมิลาน,มีภาพวาดเฟรสโก้ที่มีชื่อเสียงโด่งดัง,โรงละครโอเปร่า
|
|
กลางวัน
อาหารกลางวัน ณ ภัตตาคารจีน
|
|
บ่าย
นำท่านชม:
ดูโอโมแห่งมิลาน (milan cathedral)
มหาวิหารหินอ่อนแบบกอธิคที่ใหญ่เป็นอันดับ3ในยุโรป สร้างในปี1386 ด้วยศิลปะแบบนีโอโกธิคผสมผสานกันเป็นสถาปัตยกรรมแบบตะวันตกสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยาการ ใช้เวลาสร้างนานถึง500ปี มีความวิจิตรงดงามและประดับประดาไปด้วยรูปั้นนับกว่า3,000รูป มีหลังคายอดเรียวแหลมจำนวน 135ยอด บนสุดมีรูปปั้นทองขนาด4เมตรของพระแม่มาดอนน่าเป็นสง่าอยู่ มีลานกว้างด้านหน้าดูโอโมที่มีอนุสาวรีย์พระเจ้าวิกเตอร์เอมมานูเอลที่2ทรงม้าคือสถานที่จัดงานสำคัญต่างๆ รอบๆเป็นศูนย์รวมร้านค้าแหล่งช้อปปิ้งชั้นนำ
|
|
อิสระช้อปปิ้ง:
แกลลอรี่ วิคเตอร์ เอ็มมานูเอล มิลาน (gallery victor emanuela)
แกลลอเรียวิคเตอร์ เอ็มมานูเอ็ลที่ 2 เป็นอาคารศูนย์การค้า ห้างเก่าแก่อาคารกระจกเก่าแก่และสง่างามที่สุดของโลกแห่งหนึ่ง ตั้งอยู่เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี เป็นศูนย์รวมสินค้าแบรนด์เนมอันทันสมัย มมีสินค้ามากมายให้เลือกซื้อไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า กระเป๋า รองท้า และนาฬิกา แบรนด์เนมชื่อดังมากมาย อาทิ หลุยส์ วิตตอง,พราด้า,เฟอรากาโม่,อาร์มานี่,เวอร์ซาเช่ หรือ เลือกซื้อสินค้าพื้นเมือง อิสระให้สำรวจสินค้าแบรนด์เนมชื่อดังของอิตาลีตามอัธยาศัย
|
|
ค่ำ
อาหารค่ำ ณ ภัตตาคารพื้นเมือง
|
|
พักโรงแรม Novotel Milano Nord Ca Granda Hotel หรือเทียบเท่า
|
|
วันที่
7
|
เช้า
อาหารเช้า ณ โรงแรม
|
|
เดินทางสู่สนามบินสนามบินมาร์เพนซ่า
|
|
14.05น.
ออกเดินทางจากมิลาน โดย TG941
|
|
วันที่
8
|
05.55น.
เดินทางถึง สนามบินสุวรรณภูมิ
|
|