วันที่
1
|
22.30น.
พร้อมกันที่สนามบินสุวรรณภูมิ
|
|
วันที่
2
|
00.50น.
ออกเดินทางสู่นครอิสตันบูล โดย MS961
|
|
05.40น.
เดินทางถึงสนามบิน กรุงไคโร รอเปลี่ยนเครื่อง
|
|
09.20น.
ออกเดินทางสู่กรุงอิสตันบูล โดย MS 737
|
|
11.30น.
เดินทางถึงสนามบินนานาชาติ อตาเติร์ก:
กรุงอิสตันบูล (istanbul city)
เมืองท่องเที่ยวสำคัญเมืองหนึ่งของประเทศตุรกี ตั้งอยู่บริเวณช่องแคบบอสฟอรัสและอยู่ใน 2 ทวีป คือทวีปยุโรปฝั่ง Thraceของบอสฟอรัส และทวีปเอเชียฝั่งอนาโตเลีย การได้ไปเยือนเหมือนการอยู่คาบเกี่ยวระหว่าง 2 อารยธรรมที่มีคุณค่าดั่งอัญมณีของโลก แม้นจะไม่ใช่เมืองหลวงของตุรกี แต่เป็นศูนย์กลางความเจริญด้านธุรกิจการค้าและเมืองทีมีเสน่ห์ของนักท่องเที่ยว มีสถานที่ท่องเที่ยวความหลากหลาย ตั้งแต่ชายหาดอันสวยงาม ตลาดนัด ไปจนถึงช่องแคบบอสฟอรัสอันน่าทึ่ง หากใครไม่ได้ไปเยือนเมืองนี่ ก็เหมือนไม่ถึงประเทศตุรกี
|
|
นำท่านชม:
สนามแข่งม้าโบราณชาวโรมันฮิปโปโดม (hippodome)
หรือ จัตุรัสสุลต่านอาห์เมต สร้างขึ้นในสมัยจักรพรรดเซฟติมิอุส เซเวรุส ทรงขยายสถานที่นี้ให้กว้างขึ้น โดยตรงกลางทำเป็นที่ตั้งแสดงประติมากรรมต่างๆ ส่วนใหญ่เป็นศิลปะในยุคกรีกโบราณในสมัยออตโตมัน ใช้เป็นที่จัดงานพิธี หรือแสดงกิจกรรมต่างๆ ของชาวเมือง ปัจจุบันเหลือเพียงพื้นที่ลานด้านหน้ามัสยิด สุลต่านอะห์เมต ซึ่งเป็นที่ตั้งของเสาโอเบลิกส์3ต้น คือ เสาที่สร้างในสมัยอียิปต์เพื่อถวายแด่ฟาโรห์ตุตโมซิสที่3 แต่ได้ถูกนำกลับมาไว้ที่อิสตันบูล เสาต้นที่สองคือ เสางู และเสาต้นที่สาม คือ เสาคอนสแตนดินที่7
|
|
นำท่านชม:
สุเหร่าสีน้ำเงิน (blue mosque)
อยู่เมืองอิสตันบูล สร้างขึ้นบนพื้นที่ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นวังที่ประทับของจักรพรรดิไบแซนไทน์ ในสมัย Sultan Ahmed Camii ใช้เวลาสร้างนานถึง7ปี ตกแต่งด้วยกระเบื้องสีน้ำเงิน มีเสามินาเรทเป็นยอดแหลมถึง6ต้น ซึ่งตั้งประจันความยิ่งใหญ่กับ แซนตา โซเฟีย ถูกสร้างขึ้นโดยจักรพรรดิจัสติเนียน เพื่อแสดงถึงความอัจฉริยะและพลานุภาพอันเกรียงไกรของอาณาจักรโรมัน และถือเป็นโบสถ์ที่ยิ่งใหญ่สุดของชาวคริสต์ ต่อมาถูกสถาปนาเป็นสุเหร่าที่ใหญ่ในโลกของอิสลาม ภายหลังได้เปลี่ยนเป็นพิพิธภัณฑ์เพื่อตัดปัญหาที่จะเกิดการแย่งชิงกัน
|
|
นำท่านชม:
สุเหร่าเซนต์โซเฟีย (saint sophia cathedral)
โบสถ์ฮาเจียโซเฟีย 1ใน7สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคกลาง ปัจจุบันเป็นที่ประชุมสวดมนต์ของชาวมุสลิม ในอดีตเป็นโบสถ์ทางศาสนาคริสต์ จักรพรรดิ์คอนสแตนตินสร้างโบสถ์ของศาสนาคริสต์เมื่อศต13ใช้เวลาสร้าง17ปี แต่ถูกผู้ก่อการร้ายบุกทำลายเผาเสียวอดวายหลายครั้ง เพราะเกิดการขัดแย้งระหว่างพวกที่นับถือศาสนาคริสต์กับศาสนาอิสลาม จวบจนถึงรัชสมัยพระเจ้าจัสตินเนียนได้สร้างโบสถ์เซนต์โซเฟียขึ้นใหม่ ต่อมาเกิดแผ่นดินไหว ทำให้แตกร้าว และในสมัยพระเจ้าโมฮัมเหม็ดที่2 นับถือศาสนาอิสลามจึงได้ดัดแปลงโบสถ์นี้ให้เป็นสุเหร่าของชาวอิสลาม
|
|
นำท่านชม:
พระราชวังทอปกาปึ (topkapi palace)
พระราชวังที่ประทับของสุลต่านมานานกว่า3ศตวรรษ สร้างโดยจักรพรรดิเมห์เม็ตผู้พิชิต หลังจากที่ยึดครองคอนสแตนติโนเปิลในปีคศ1453ได้ไม่นานนักและประทับอยู่ที่นี่จนกระทั่งสิ้นพระชนม์ สุลต่านองค์ต่อๆมาก็ได้ถือธรรมเนียมประทับที่นี่กันตลอด ในอดีตเคยเป็นสถานที่ฝึกขุนนางทหารรับใช้ของสุลต่านชาวตุรกี คัดเลือกเด็กๆคริสเตียน(พวกนอกศาสนา)มาสอนให้เป็นเติร์กและนับถือศาสนาอิสลาม ปัจจุบันเป็นพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติที่ใช้เก็บมหาสมบัติอันล้ำค่าอาทิ เพชร96กะรัต,กริชทองประดับมรกต,เครื่องลายครามจากจีน หยก มรกต ทับทิม เป็นต้น
|
|
ค่ำ
อาหารค่ำ ณ โรงแรม
|
|
พักโรงแรม GOLDEN HILL HOTEL หรือเทียบเท่า
|
|
วันที่
3
|
เช้า
อาหารเช้า ณ โรงแรม
|
|
เดินทางสู่:
เมือง ชานัคคาเล่ (canakkale city)
ตั้งอยู่บริเวณช่องแคบคาร์ดาแนลส์ จึงทำให้เมืองนี้เป็นศูนย์กลางการค้ตลอดจนชุมทางการเดินรถ และขนถ่ายสินค้าจากเอเชียสู่ยุโรป นับตั้งแต่สุลต่านอาห์เม็ดที่ 2 ได้สร้างป้อมปราการขึ้นที่นี่เมื่อปี 1452 ชานัคคาเล่ในอดีตเป็นที่ตั้งของสมรภูมิรบกัลป์ลิโปลี สมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 เมื่อฝ่ายสัมพันธมิตรต้องการรุกคืบหน้า เข้าไปยังช่องแคบคาร์ดาแนลส์ เพื่อบีบให้ตุรกีถอนตัวออกจากสงครามโลก
|
|
เที่ยง
อาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร
|
|
นำท่านชม:
ม้าไม้จำลองแห่งทรอย (trojan horse)
เปรียบเสมือนสัญลักษณ์อันชาญฉลาดด้านกลศึกของนักรบโบราณ โดยเป็นสาเหตุทำให้กรุงทรอยแตก ถูกบันทึกเอาไว้ในมหากาพย์เรื่อง “อีเลียด” ของมหากวีโฮเมอร์ มีการขุดค้นพบซากเมืองที่เชื่อกันว่าเป็นเมืองทรอย บริเวณที่ชื่อฮิซาร์ลิกในเมืองคานัคเกลของตุรกี มีอายุอยู่ในช่วง1,250ปีก่อนคริสตกาล ปัจจุบัน มีการสร้างม้าไม้จำลองขนาดยักษ์ขึ้นบริเวณซากเมืองทรอยด้วย การสู้รบในครั้งนั้นชาวกรีกเผ่าอาเคียนจำนวนหนึ่งถูกส่งมาทำสงครามกับเมืองทรอยได้ปักหลักตั้งถิ่นฐานอยู่ในดินแดนอะนาโตเลียเสียเลยและมีชาวกรีกเผ่าอื่นๆตามมาทีหลัง
|
|
ค่ำ
อาหารค่ำ ณ โรงแรม
|
|
พักโรงแรม GRAND HOTEL TEMIZEL หรือเทียบเท่า
|
|
วันที่
4
|
เช้า
อาหารเช้า ณ โรงแรม
|
|
เดินทางสู่:
เมือง เพอร์กามัม (pergamon city)
ตั้งอยู่ในบริเวณอะนาโตเลียห่างจากทะเลอีเจียนประมาณ30กม ทางด้านเหนือของแม่น้ำไคซูส เป็นเมืองโบราณของกรีกที่มีความสำคัญของพวก เฮเลนนิสติก มีสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญ คือ วิหารอะโครโปลิส ซึ่งเป็นที่ขนานนามถึงประหนึ่งดังดินในสรวงสวรรค์ และต่อจากนั้นไปข้างในเป็นบริเวณวิหารเทพเจ้าซุส หรือ เซอุส ปัจจุบันนี้ เหลือแต่ส่วนฐานเท่านั้น แท่นบูชาถูกนำไปเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์เพอร์กามัมที่กรุงเบอร์ลิน
|
|
นำท่านชม:
เมือง อัสเคลไพออน (asklepion city)
เป็นเมืองถูกปกครองโดยสมัยโรมัน สมัยที่ 2 เมืองนี้เป็นเมืองศุนย์กลางของการแพทย์ที่ใหญ่สุดในเอเชียไมล์เนอร์ และยังเป็นโรงเรียนสอนเกี่ยวกับจิตวิทยาแห่งแรกของโลก เมืองอัสเคลไพออน เคยเป็นที่พำนักรักษาตัวของ ผู้ยิ่งใหญ่ที่ปกครองจักรวรรดิโรมัน กษัตริย์เฮเดรียน ที่แห่งนี้ ประกอบด้วยโรงอาบน้ำ โรงละคร และ น้ำพุใจกลางเมือง
|
|
เที่ยง
อาหารกลางวัน
|
|
นำท่านชม:
บ้านของพระแม่มารี อัสเคลไพออน (the house of the virgin mary )
บ้านของพระแม่มารี อยู่ที่เมืองอัสเคลไพออน เชื่อกันว่าเป็นที่สุดท้ายที่พระแม่มารีอาศัยอยู่และสิ้นพระชนม์ในบ้านหลังนี้ เชิญชมวิหารเทพีอาร์เทมิสโบราณ1ใน7สิ่งมหัศจรรย์ยุคโบราณ ที่ปัจจุบันเหลือเพียงซากปรักหักพัง แต่สามารถมองเห็นถึงความยิ่งใหญ่ในอดีตได้ ชมคอมเพล็กซ์ ประกอบด้วยยิมเนเซียมเวดิอุส ที่พ่อค้าและคหบดีสร้างขึ้นเมื่อศตวรรษที่2 มีรูปแบบตามความนิยมของโรมันในสมัยนั้นคือ รวมยิมเนเซียมไว้กับโรงอาบน้ำที่พรั่งพร้อมไปด้วยน้ำร้อน น้ำเย็น และน้ำอุ่น ภายในประดับด้วยโมเสกและรูปปั้นต่างๆ
|
|
เดินทางสู่:
เมือง คูซาดาซี (kusadasi city)
เป็นท่าเรือธรรมชาติที่ใช้มาตั้งแต่ก่อนคริสตกาล หลังจากที่ตกเป็นอาณาจักรออตโตมัน มหาเสนาดีโอคุซ เมห์เหม็ด พาชา ผู้เป็นวิเซียร์แห่งสุลต่านอาห์เหม็ดที่ 1 และสุสต่านออสมันที่ 2 ได้สร้างสุเหร่าคาไลชิและโรงอาบน้ำ ตลอดจนกำแพงเมืองที่พักสำหรับกองคาราวาน เพื่อให้คูซาดาสึเป็นเมืองท่าที่เหมาะในการทำการค้าระหว่างยุโรปและแอฟริกาใต้ และ คูซาดาสึเพิ่งเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวเมื่อปี ค.ศ. 1980
|
|
ค่ำ
อาหารค่ำ ณ โรงแรม
|
|
พักโรงแรม BATIHAN HOTEL หรือเทียบเท่า
|
|
วันที่
5
|
เช้า
อาหารเช้า ณ โรงแรม
|
|
เยี่ยมชม โรงงานเครื่องหนัง ซึ่งมีชื่อเสียงโด่งดังของประเทศตุรกี
|
|
เดินทางสู่:
เมือง เอฟฟิซุส (ephesus city)
เมืองที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานตั้งแต่ยุคกรีกโบราณและเป็นเมืองโบราณที่มีการบำรุงรักษาไว้เป็นอย่างดี เคยเป็นที่อยู่ของชาวโยนกจากกรีก อดีตเป็นเมืองท่าสำคัญอยู่ติดทะเลอีเจียนและเป็นศูนย์กลางการค้าขายและคมนาคม ตั้งอยู่ริมทะเล จนได้รับการกำหนดให้เป็นเมืองหลวงแห่งเอเชียของอาณาจักรโรมัน มีผู้คนอาศัยถึง300,000คน หากเดินสำรวจเมือง พบมีซากเมืองส่วนใหญ่เป็นยุคโรมัน มีโรงละครขนาดเล็กและใหญ่,ถนนยาว Royal Walk,ห้องอาบน้ำแบบโรมันโบราณ,ห้องสมุดโบราณ เชิญย้อนอดีตเที่ยวชมเมืองโบราณนี้ พร้อมรับรู้เรื่องราวต่างๆ
|
|
นำท่านชม:
โรงละครแอมฟิเธียเตอร์ (ephesus amphitheatre)
หรือ โรงละครเอฟิซุส เป็นโรงละครกลางแจ้งที่ใหญ่เป็นอันดับ3ของโรงละครโบราณในประเทศตุรกี มีลานแสดงตรงกลางแวดล้อมด้วยที่นั่งชมไล่ระดับขึ้นไปสร้างโดยสกัดเข้าไปในไหล่เขาให้เป็นที่นั่ง สามารถบรรจุคนได้ถึง25,000คน คิดเป็น1ใน10ของประชากรในยุคนั้น เดิมสร้างตั้งแต่สมัยกรีกโบราณ แต่โรมันมาปรับปรุงซ่อมแซมให้ยิ่งใหญ่มากขึ้น ต่อมาพระเจ้าเซปติมิอุส เซเวรุส ได้ดัดแปลงใช้งานเป็นโรงละครและยังใช้ได้จนถึงปัจจุบันและมีการจัดการแสดงแสงสีเสียงบ้างเป็นครั้งคราว เช่น คอนเสิร์ตของฮูลิโอ อิงเกลเซียส
|
|
นำท่านชม:
ห้องอาบน้ำแบบโรมันโบราณ (ephesus roman baths)
ซากที่เห็นนี้เป็น ห้องอาบน้ำสมัยโรมันแห่งเมืองเอฟิซุส สมัยโบราณเก่าแก่เมื่อ 2,000 ปีก่อน ที่ยังคงเหลือร่องรอยสถาปัตยกรรมสวยงามให้เห็นอยู่จนถึงทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็น ห้องอบไอน้ำ โรงอาบน้ำที่พรั่งพร้อมไปด้วยน้ำร้อน น้ำเย็น และน้ำอุ่น ภายในประดับด้วยโมเสกและรูปปั้นต่าง ๆ เชิญเดินสำรวจห้องอาบน้ำโบราณ ย้อนร้อยอดีตยุคโรมัน พร้อมรับรู้เรื่องราวประวัติศาสตร์ที่น่าทึ่ง
|
|
นำท่านชม:
ห้องสมุดของเซลซุส (ephesus ancient library)
ไฮไลต์สำคัญของเมืองเอฟฟิซุส ที่ถือเป็นสัญลักษณ์ของเอฟิซุส คือ ห้องสมุดเซลซุส เป็นอาคารสองชั้น สร้างขึ้นในราวปีคศ114 โดยกงสุล ทิเบเรียส จูเลียส อกีลา สร้างเพื่ออุทิศให้เป็นอนุสรณ์แด่ เซลซัส โพเลเมียนุส ผู้เป็นพ่อและนายกเทศมนตรีของโรมันที่ปกครองแคว้นเอเชียไมเนอร์ หลุมฝังศพของท่านอยู่ใต้ห้องสมุดแห่งนี้ด้วย ภายในมีห้องอ่านหนังสือและช่องเก็บม้วนหนังสือ ถึง12,000ม้วน ทางเข้า3ทาง โดยบริเวณประตูทางเข้ามีรูปแกะสลักเทพี4องค์ประดับอยู่ ด้านข้างห้องสมุดเป็นประตูของออกุสตุส ที่เปิดไปสู่ตลาดประจำเมือง
|
|
เที่ยง
อาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร
|
|
เดินทางสู่:
เมือง ปามุคคาเล (pamukkale city)
เมืองที่มีน้ำพุเกลือร้อนที่ไหลทะลุออกมาจากใต้ดิน ผ่านซากเมืองเก่าสมัยกรีก ก่อนที่จะไหลลงสู่หน้าผา ในอดีตกาลชาวโรมันเชื่อว่า น้ำพุร้อนดังกล่าวสามารถรักษาโรคได้ จึงได้สร้างเมือง ฮีเยราโพลิส ล้อมรอบ ผลจากการไหลของน้ำพุเกลือแร่ร้อนนี้ได้ก่อให้เกิดทัศนียภาพของน้ำตกสีขาวเป็นชั้นๆหลายชั้น และผลจากการแข็งตัวของแคลเซียมทำให้เกิดเป็นแก่งหินสีขาว แก่งหินสี ราวหิมะขวางทางน้ำ เป็นทางยาวสวยงดงามมากประดุจหิมะจนถูกขนานนามว่า ปราสาทปุยฝ้าย หากใครอยากอาบน้ำแร่ก็ไม่ผิดหวัง มีแอ่งน้ำจำลองไว้บริการให้ดำว่ายเต็มที่
|
|
ค่ำ
อาหารค่ำ ณ โรงแรม
|
|
พักโรงแรม RICHMOND HOTEL ระดับ 4 ดาว หรือเทียบเท่า
|
|
วันที่
6
|
เช้า
อาหารเช้า ณ โรงแรม
|
|
เดินทางสู่:
เมือง คอนย่า (konya city)
มีประวัติที่เก่าแก่มาก ในอดีตเคยเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรเซลจุกเติร์กปีคศ.1077-1118 ซึ่งเป็นอาณาจักรแห่งแรกของชาวเติร์กในตุรกี หรือที่ยุคนั้นเรียก 'อนาโตเลีย' เมืองนี้รุ่งเรืองมากในในสมัยสุลต่านอาเลดดิน เคย์โคบาท มีการสร้างสิ่งก่อสร้างมากมายด้วย สถาปัตยกรรมแบบตุรกีที่รับอิทธิพลจากเปอร์เซียและไบแซนไทน์ ปัจจุบัน เมืองคอนยา ได้ตัดถนนโค้งขนานกับกำแพงเมือง และเป็นที่ตั้งของสุสานเมฟลานา บิดาเป็นนักปราชญ์ที่ชาวตุรกีให้ความเคราพนับถือ ในแต่ละปี มีผู้แสวงบุญมาเยือนที่นี่กันเป็นจำนวนมาก
|
|
นำท่านชม:
พิพิธภัณฑ์เมฟลานา (mevlana museum )
ก่อตั้งขึ้นปีคศ1231โดย เมฟลาน่า เจลาเลดดิน รูมี่ ผู้วิเศษในศาสนาอิสลาม เกิดที่อัฟกานิสถาน เดินทางมายังเมืองคอนย่า เพื่อเขียนบทกวีลึกลับเป็นภาษาเปอร์เซีย และเป็นผู้ชักชวนคนที่นับถือศาสนาคริสต์ให้เปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลาม โดยมีพื้นฐานอยู่บนความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกัน เดิมที่นี่เป็นสถานที่นักบวชในศาสนาอิสลามทำสมาธิ โดยการเดินหมุนเป็นวงกลมขณะฟังเสียงขลุ่ย ก่อนไปทำการหมุนต้องอดอาหาร มีการเข้าห้องฝึกทรมานร่างกายเป็นเวลา1,0001คืน ก่อนที่จะไปหมุนได้ ผู้ที่มีสมาธิมากตัวจะลอยขึ้นเมื่อหมุนไปช่วงเวลาหนึ่ง
|
|
เที่ยง
อาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร
|
|
เดินทางสู่:
เมือง คัปปาโดเจีย (cappadocia city)
เมืองที่อยู่ระหว่างทะเลดำกับภูเขาเทารุส มีความสำคัญมาแต่โบราณกาล เพราะเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางสายไหม เส้นทางค้าขายและแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมที่ทอดยาวจากตุรกีไปจรดประเทศจีนเมือง ซึ่งได้รับการประกาศจากองค์การยูเนสโกให้เป็นมรดกโลก เชิญชื่นชมกับการเดินทางที่มีภูมิประเทศอันน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก เกิดจากภูเขาไฟที่ไหลออกปกคลุมไปทั่วพื้นที่ และเมื่อวันเวลาผ่านไป พายุ ลม ฝน ได้เป็นตัวแปรที่ก่อให้เกิดการแปรสภาพเป็นหุบเขาร่องลึก เนินเขา กรวยหินและเสารูปต่างๆที่งดงาม
|
|
ค่ำ
อาหารค่ำ ณ โรงแรม
|
|
ระบำหน้าท้องตุรกี (turkish belly dance)
ระบำหน้าท้องตรุกี เป็นการเต้นรำที่เชื่อกันว่าเก่าแก่สุดอย่างหนึ่ง มีรากสืบสาวได้ถึง 6,000 ปี ในดินแดนแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน สัมพันธ์กับวัฒนธรรมบูชาพระแม่ผู้เป็นแหล่งที่มาของพลังชีวิต และมีพิธีกรรมเกี่ยวพันกับความอุดมสมบูรณ์ เอื้อให้การคลอดลูกเป็นไปโดยสวัสดิภาพ แต่เดิมจึงเป็นการร่ายรำที่เน้นการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อท้องและสะโพก ช่วยให้นางรำมีร่างกายแข็งแรง
|
|
พักโรงแรม PERI TOWER HOTEL หรือเทียบเท่า
|
|
วันที่
7
|
ทัวร์เสริม:
นั่งบอลลูนชมเมืองคัปปาโดเจีย (cappadocia ballooning)
นั่งบอลลูนชมความงามของเมืองคัปปาโดเจีย มีเจ้าหน้าที่ของบอลลูนมารับที่บริเวณล๊อบบี้ของโรงแรม เพื่อเดินทางไปยังสถานที่ปล่อยบอลลูน แล้วขึ้นบอลลูนชมความงามของเมือง ที่เป็นลักษณะของถ้ำที่เกิดจากการทับถมกันของลาวาภูเขาไฟนับเป็นพันๆปี ใช้เวลาอยู่บอลลูนประมาณ1ชม(รายการทัวร์นั่งบอลลูนี้ ไม่ได้รวมอยู่ในค่าทัวร์ ค่าขึ้นบอลลูนประมาณท่านละ 210ดอลล์สหรัฐ)พิเศษ!สำหรับท่านที่นั่งบอลลูนจะได้รับใบประกาศนียบัตร รับรองว่าท่านได้นั่งบอลลูนท่องเที่ยวที่เมืองคัปปาโดเจีย ซึ่งมีชื่อเสียงติดอันดับโลก
|
|
เช้า
อาหารเช้า ณ โรงแรม
|
|
|
|
นำท่านชม:
พิพิธภัณฑ์กลางแจ้งเกอเรเม่ (goreme open air museum)
ศูนย์กลางของศาสนาคริสต์ในช่วงคศ9 ซึ่งเป็นความคิดของชาวคริสต์ที่ต้องการเผยแพร่ศาสนา โดยทำการขุดถ้ำและระเบิดของภูเขาไฟเพื่อสร้างโบสถ์เมื่อสามสิบล้านปีก่อน มีถ้ำต่างๆเป็นแท่งหินรูปร่างแปลกตาเพราะถูกกัดเซาะจากหิมะและลมในขณะที่ยังไม่แข็งตัวดีเป็นจำนวนมากใช้เป็นโบสถ์ต่างๆเพื่อประกอบพิธีกรรมทางศาสนา อีกทั้งใช้สำหรับหลบภัยและป้องกันการรุกรานของชนเผ่าลัทธิอื่นที่ไม่เห็นด้วยกับศาสนาคริสต์ ที่นี่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยยูเนสโกในปีคศ1985 บางโบสถ์มีภาพสีน้ำวาดบนผนังและเพดานในถ้ำ
|
|
แวะชมโรงงานทอพรม โรงงานเซรามิค
|
|
เที่ยง
อาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร
|
|
ลงชม:
นครใต้ดินไคมัคลึ (derinkuyu underground city )
เป็นที่หลบซ่อนจากการรุกรานของข้าศึกพร้อมทั้งยังมีระบบระบายอากาศและสภาพวิถี ชีวิตความเป็นอยู่ใต้ดินพร้อมสรรพ นครใต้ดินไคมัคลึนี้ เกิดจากการขุดเจาะพื้นดินลึกลงไป 10 กว่าชั้น เพื่อใช้เป็นที่หลบภัยจากข้าศึกศัตรู โดยชั้นล่างที่ลึกที่สุด ลึกถึง 85 เมตรทีเดียว ที่นี่ มีครบเครื่องทุกอย่างทั้งห้องโถง ห้องนอน ห้องน้ำ ห้องถนอมอาหาร ห้องครัว ห้องอาหาร โบสถ์ ทางหนีฉุกเฉิน ฯลฯ แม้จะเป็นเมืองขนาดใหญ่ขุดลึกลงไปใต้ดินหลายชั้น แต่ว่าอากาศในนั้นถ่ายเทเย็นสบาย หน้าร้อนอากาศเย็น หน้าหนาวอากาศอบอุ่น
|
|
ค่ำ
อาหารค่ำ ณ โรงแรม
|
|
พักโรงแรม MARINEM HOTEL หรือเทียบเท่า
|
|
วันที่
8
|
เช้า
อาหารเช้า ณ โรงแรม
|
|
เดินทางสู่:
กรุงอิสตันบูล (istanbul city)
เมืองท่องเที่ยวสำคัญเมืองหนึ่งของประเทศตุรกี ตั้งอยู่บริเวณช่องแคบบอสฟอรัสและอยู่ใน 2 ทวีป คือทวีปยุโรปฝั่ง Thraceของบอสฟอรัส และทวีปเอเชียฝั่งอนาโตเลีย การได้ไปเยือนเหมือนการอยู่คาบเกี่ยวระหว่าง 2 อารยธรรมที่มีคุณค่าดั่งอัญมณีของโลก แม้นจะไม่ใช่เมืองหลวงของตุรกี แต่เป็นศูนย์กลางความเจริญด้านธุรกิจการค้าและเมืองทีมีเสน่ห์ของนักท่องเที่ยว มีสถานที่ท่องเที่ยวความหลากหลาย ตั้งแต่ชายหาดอันสวยงาม ตลาดนัด ไปจนถึงช่องแคบบอสฟอรัสอันน่าทึ่ง หากใครไม่ได้ไปเยือนเมืองนี่ ก็เหมือนไม่ถึงประเทศตุรกี
|
|
เที่ยง
อาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร
|
|
ล่องเรือชม:
ช่องแคบบอสฟอรัส (bosphorus strait)
ช่องแคบเชื่อมทะเลดำเข้ากับทะเลมาร์มาร่า มีความยาวทั้งสิ้นประมาณ32กมและกว้างตั้งแต่500มจนถึง3กม ถือว่าสุดขอบของทวีปยุโรปและทวีปเอเชียมาพบกันที่นี่ นอกจากมีความสวยงามแล้วยังเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการป้องกันตุรกีด้วย เพราะมีป้อมปืนตั้งเรียงรายอยู่ตามช่องแคบเหล่านี้ กระทั่งถึงยุคของการนำเอาเรือปืนใหญ่มาใช้ และไม่เคยปรากฏว่ากรุงอิสตันบูลถูกถล่มจนเสียหายอย่างหนักมาก่อนเลย ทั้งที่เป็นเพราะป้อมปืนดังกล่าวนี่เอง ในปีคศ1973 เปิดใช้สะพานบอสฟอรัสทำให้เกิดการเดินทางไปมาระหว่างฝั่งเอเชียและยุโรปสะดวกมากขึ้น
|
|
ค่ำ
อาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร
|
|
พักโรงแรม GOLDEN HILL HOTEL หรือเทียบเท่า
|
|
วันที่
9
|
เช้า
อาหารเช้า ณ โรงแรม
|
|
อิสระช้อปปิ้ง:
ตลาดเครื่องเทศเมืองอิสตันบูล (istanbul spice market)
ตลาดเครื่องเทศ หรือ ตลาดอียิปต์ หรือ สไปซ์ มาร์เก็ต เป็นตลาดใหญ่ที่มีตลาดเครื่องเทศหลากหลายชนิด อยู่เมืองอิสตันบูล สร้างตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 รูปร่างคล้ายตัวแอล L ทอดยาวไปถึงสุเหร่าเยนิ อยู่ใกล้สะพานกาลาตา เป็นแหล่งขายของส่ง มีทั้งของกิน ของเล่น และเสื้อผ้า เดินเพลินเหมือนเดินสำเพ็ง นอกจากนี้ยังมีตลาดเครื่องเทศ ขายเครื่องเทศ ถั่ว ชีส น้ำมันมะกอก ชาหรือกาแฟ ผลไม้อบแห้งอันเลื่องชื่อของตุรกี อย่างเช่น แอปปลิคอท หรือจะเป็นถั่วพิทาชิโอ ฯลฯ สามารถเลือกซื้อของฝากได้ในราคาย่อมเยา
|
|
เดินทางสู่สนามบินเมืองอิสตันบูล
|
|
12.30น.
เดินทางสู่อิยิปท์ โดย MS 738
|
|
14.40น.
เดินทางถึงท่าอากาศยาน กรุงไคโร
กรุงไคโร (cairo city)
ไคโร เป็นเมืองหลวงของอียิปต์ อยู่ริมฝั่งแม่น้ำไนล์ มีประชากรมากถึง 15.2ล้านคน "ไคโร"ในภาษาอาหรับมีความหมายว่า'ชัยชนะ'โดยเชื่อว่าเกิดจากที่มีการมองเห็นดาวอังคารในช่วงที่ก่อสร้างเมืองและดาวอังคารเปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของการทำลายล้าง อย่างไรก็ตามในอีกความเชื่อหนึ่ง ชื่อไคโรมาจากที่เมืองไคโรเป็นเมืองที่รบชนะทุกกองทัพที่มาตีเมืองไคโร รวมไปถึง กองทัพมองโกล กองทัพครูเสด มีสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจ เช่น สฟิงค์และหมู่มหาปีรามิดแห่งเมืองกีซ่า,ศูนย์กลางการทำกระดาษปาปีรุส,โรงงานผลิตหัวนํ้าหอม เป็นต้น
|
|
เดินทางสู่:
เมือง กีซ่า (giza city)
เป็นเมืองใหญ่เป็นอันดับ3ของประเทศอียิปต์ ตั้งอยู่บนฝั่งตะวันตกของแม่น้ำไนล์บาง20กมทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของใจกลางเมืองไคโร เป็นศูนย์กลางความเจริญรุ่งเรืองของวัฒนธรรมของอียิปต์และมีประชากรค่อนข้างมากประมาณ2,681,863คน กับสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย ที่สำคัญ ที่นี่ เป็นที่ตั้งของหมู่พีระมิดแห่งกิซ่า สิ่งมหัศจรรย์ของชาวอียิปต์โบราณนอกจากนี้ มีสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจ เช่น สวนสัตว์กิซ่า,สวนสาธารณะ Park Orman เป็นต้น
|
|
นำท่านชม:
มหาปิรามิด (great pyramid)
มหาปีรามิด หนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลก ซึ่งองค์ฟาโรห์แห่งอียิปต์โบราณ สร้างขึ้นเพื่อเก็บพระบรมศพของกษัตริย์แห่งอียิปต์โบราณ ใช้เวลาก่อสร้างทั้งสิ้น 30ปี และกำลังแรงงานกว่าแสนคน ตัดจากแท่งหินขนาดใหญ่มาก หินแต่ละก้อนวางชิดติดกันแบบแนบสนิทมาก แม้แต่กระดาษก็สอดไม่ผ่าน นับเป็นสิ่งก่อสร้างที่ยิ่งใหญ่และเก่าแก่ที่สุดของโลก มีลักษณะเป็นกรวยเหลี่ยมขนาดใหญ่ ตั้งอยู่กลางทะเลทรายอันร้อนระอุ และหนาวเย็นในเวลากลางคืน เป็นสิ่งมหัศจรรย์ของยุคโบราณสิ่งเดียวเท่านั้นที่มีอายุยืนยาวมาจนถึงปัจจุบัน
|
|
นำท่านชม:
สฟิงซ์ กีซ่า (great sphinx of giza)
สฟิงค์และหมู่มหาปีรามิดแห่งเมืองกีซ่า เป็น1ใน7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกที่มีชื่อเสียงหมู่มหาปีรามิด มี 3องค์ ถูกสร้างมานานกว่า4,500ปี เพื่อเป็นสุสานของฟาโรห์3องค์ คือฟาโรห์ คีออปส์ ฟาโรห์เคฟเรน และฟาโรห์ไมเครานุส ชมสฟิงค์ที่แกะสลักจากเนินหินธรรมชาติ มีส่วนศีรษะเป็นพระพักตร์ขององค์ฟาโรห์ แต่ลำตัวเป็นสิงห์โต มีหน้าที่เฝ้าวิหารและสุสานของกษัตริย์ ลำตัวเป็นสิงห์โตหมอบเพศผู้แสดงถึงอำนาจ ที่บริเวณที่ราบสูงกีซ่านี้ มีเพียงตัวเดียวเท่านั้น ขนาดใหญ่ที่สุดในโลกยาว 73ม สูง 20ม แกะสลักจากหินปูนเพียงก้อนเดียว
|
|
ค่ำ
อาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร
|
|
22.30น.
เดินทางกลับกรุงเทพฯ โดย MS 960
|
|
วันที่
10
|
12.00น.
เดินทางถึง สนามบินสุวรรณภูมิ
|
|