อยากสัมผัสฟีลนอนมองยอดเขาหิมะ เดินชมสถาปัตยกรรมคลาสสิกสไตล์ยุโรป แต่ไม่อยากจ่ายงบบานปลาย ต้องมา เที่ยวจอร์เจีย ! สวรรค์ของนักเดินทางที่ขึ้นชื่อเรื่องวิวมหาชนสวยหลักล้าน ในค่าครองชีพและราคาสบายกระเป๋าแบบเอเชีย แถมคนไทยยังเดินทางไปเที่ยวได้แบบไม่ต้องขอวีซ่าอีกด้วย เห็นอย่างนี้พี่เห็ด มัชรูมทราเวล เลยอยากชวนเพื่อนๆ ไปเปิดลิสต์ 10 เมืองน่าเที่ยว จอร์เจีย บอกเลยว่ามู้ดดีทุกเมือง ไม่ว่าจะสายธรรมชาตินั่งมองเทือกเขาคอเคซัส สายถ่ายรูปกับเมืองเก่าสุดคลาสสิก หรือสายสโลว์ไลฟ์จิบไวน์ชิลๆ ก็ถูกใจหมด จะมีเมืองไหนน่าตามไปเช็กลิสต์บ้าง ตามมาดูไปพร้อมกันเลย
1. ทบิลิซี (Tbilisi)
เมืองน่าเที่ยว จอร์เจีย อันดับหนึ่งคงหนีไม่พ้น ทบิลิซี เมืองหลวงสุดวินเทจที่ผสมความคลาสสิกกับความทันสมัยได้อย่างลงตัว แล้วบรรยากาศก็ช่างมีเสน่ห์เหลือล้น เดินไปทางไหนก็เจอตรอกซอยน่ารักๆ เห็นบ้านเรือนไม้ระเบียงแกะสลักสไตล์จอร์เจียแท้ๆ เป็นเมืองที่เหมาะกับการมาเดินเล่น ถ่ายรูปลงโซเชียล ปล่อยใจชิลๆ มาก
ที่เที่ยวไฮไลต์ เมืองทบิลิซี
– ย่านเมืองเก่า (Old Town Tbilisi) ย่านสำคัญที่เต็มไปประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม มีอาคารสถาปัตยกรรมหลากหลายยุคสมัย ทั้งแบบโบราณและสมัยใหม่
– ย่านอาบาโนตูบานี (Abanotubani) โรงแช่น้ำแร่กำมะถันเก่าแก่ ที่มีโดมอิฐแดงเป็นเอกลักษณ์
– ป้อมปราการนาริกาลา (Narikala Fortress) ป้อมปราการสำคัญของเมือง ปัจจุบันเป็นจุดชมวิวเมืองมุมสูงแบบ 360 องศา
– สะพานแห่งสันติภาพ (Bridge of Peace) สะพานกระจกทรงโค้งตัดกับบรรยากาศเมืองเก่าได้อย่างสวยงาม
2. สเตปันต์สมินดา (Stepantsminda) หรือ คาซเบกิ (Kazbegi)
ขยับจากเมืองหลวงขึ้นเหนือไปสัมผัสธรรมชาติกันที่เมือง สเตปันต์สมินดา หรือชื่อเดิม คาซเบกิ เป็นเมืองเล็กๆ กลางหุบเขาในเทือกเขาคอเคซัสที่วิวอลังการสุดๆ อากาศเย็นสบายตลอดปี ยิ่งช่วงหิมะปกคลุมคือสวยตาแตก ใครอยากหนีความวุ่นวายมาสูดอากาศเย็นๆ แนะนำให้มาเมืองนี้เลย
ที่เที่ยวไฮไลต์ เมืองสเตปันต์สมินดา
– โบสถ์เกอร์เกติ (Gergeti Trinity Church) โบสถ์เก่าแก่ที่ตั้งเด่นบนเนินเขา โดยมีเทือกเขาคอเคซัสเป็นฉากหลัง
– น้ำตกกเวเลติ (Gveleti Waterfall) น้ำตกขนาดใหญ่ที่ซ่อนตัวอยู่ในหุบเขา ต้องเดินเท้าต่อเข้าไปตามเส้นทางธรรมชาติ
– หุบทรูสโซ (Trusso Valley) หุบเขากว้างใหญ่ที่มีลำธาร น้ำพุร้อนธรรมชาติ และซากปรักหักพังของหมู่บ้านเก่า
3. บาทูมี (Batumi)
เปลี่ยนฟีล เที่ยวจอร์เจีย มาที่ บาทูมี เมืองตากอากาศติดทะเลดำสุดคูลกันบ้าง เพราะเป็นเมืองที่โมเดิร์น แสงสีจัดเต็ม ตึกรามบ้านช่องดีไซน์แปลกตา มีลมทะเลพัดเย็นๆ ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ไมอามีผสมยุโรปเลยแหละ
ที่เที่ยวไฮไลต์ เมืองบาทูมี
– อาลีและนีโน่ (Ali and Nino Moving Sculpture) ประติมากรรมโลหะรูปปั้นชายหญิงชื่อดังของเมือง ที่จะหมุนเคลื่อนเข้าหากัน สื่อถึงความรักที่ต้องพลัดพรากแต่พยายามจะมาบรรจบกัน
– บาทูมี บูลเลอวาร์ด (Batumi Boulevard) สวนสาธารณะและทางเดินเลียบชายหาด เหมาะกับการมาเดินเล่น กินลมชมวิว
– กระเช้าไฟฟ้าอาร์โก (Argo Cable Car) กระเช้าลอยฟ้าที่ยาวที่สุดในจอร์เจีย ความยาว 2,586 เมตร สูง 256 เมตร มาดูพระอาทิตย์ตกดินมุมสูง บอกเลยว่าฟินเว่อร์
4. กอรี (Gori)
ใครเป็นสายประวัติศาสตร์และชอบเมืองเงียบสงบมีเสน่ห์ ต้องเลิฟเมืองนี้แน่นอนกับ กอรี เมืองประวัติศาสตร์ย้อนยุค แถมยังเป็นบ้านเกิดของ โจเซฟ สตาลิน (Joseph Stalin) ผู้นำระดับตำนานของสหภาพโซเวียตอีกด้วย บรรยากาศเมืองเรียบง่าย ไม่หวือหวาเหมือนเมืองหลวง แต่มีสถานที่ให้ตามรอยอดีตหลายแห่ง เรียกได้ว่าเก็บประวัติศาสตร์จอร์เจียได้ครบหลายยุคในทริปเดียว
ที่เที่ยวไฮไลต์ เมืองกอรี
– พิพิธภัณฑ์สตาลิน (Stalin Museum) ที่เก็บรวบรวมเรื่องราว ประวัติศาสตร์ในยุคของสตาลิน ผ่านภาพถ่าย เอกสารสำคัญ และข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัว รวมถึงมีโบกี้ขบวนรถไฟส่วนตัวของจริงที่สตาลินเคยใช้ให้ได้ชม
– ป้อมปราการกอรี (Gori Fortress) ป้อมหินโบราณบนเนินเขาที่มองเห็นวิวเมืองได้กว้างไกลสุดสายตา
– โบสถ์ประจำเมืองกอรี (Gori Cathedral) ตั้งอยู่บริเวณเชิงเขาใกล้กับป้อมปราการกอรี สถาปัตยกรรมสวยสงบ มองเห็นโดมของโบสถ์ได้จากเกือบทุกจุดในเมือง
5. บอร์โจมี (Borjomi)
คนรักธรรมชาติและสายสุขภาพต้องปักหมุดเมืองนี้เลย เพราะ บอร์โจมี เป็นเมืองตากอากาศเล็กๆ กลางหุบเขาที่ขึ้นชื่อเรื่อง “น้ำแร่ธรรมชาติ” ระดับโลก ถือเป็น เมืองน่าเที่ยว จอร์เจีย ที่มีบรรยากาศร่มรื่น สูดอากาศบริสุทธิ์ได้เต็มปอด ใช้เวลากับธรรมชาติแบบไม่ต้องรีบร้อน ฟีลเหมือนมาสปาธรรมชาติกลางป่าใหญ่เลยทีเดียว
ที่เที่ยวไฮไลต์ เมืองบอร์โจมี
– สวนบอร์โจมี (Borjomi Central Park) สวนสาธารณะเขียวขจี บรรยากาศร่มรื่น ขึ้นชื่อเรื่องน้ำแร่ธรรมชาติ
– พาวิลเลียนน้ำแร่บอร์โจมี (Mineral Water Pavilion) อาคารสีเขียวอมฟ้าในสวนบอร์โจมี ที่มีน้ำแร่สดๆ จากธรรมชาติให้ชิมฟรีๆ
– สระน้ำแร่ร้อนธรรมชาติ (Borjomi Sulphur Pools) บ่อน้ำพุร้อนกลางแจ้งที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุ ช่วยบำบัดโรคผิวหนัง ข้อต่อ และระบบไหลเวียนโลหิต
6. คูไทซี (Kutaisi)
ไปชมความสวยความงามกันต่อที่ คูไทซี เมืองใหญ่อันดับ 2 ของจอร์เจียที่มีประวัติศาสตร์เก่าแก่ยาวนาน แต่บรรยากาศกลับสโลว์ไลฟ์ น่ารัก และเป็นกันเองสุดๆ ตัวเมืองเต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมสวยๆ ผสมผสานความโบราณกับวิถีชีวิตผู้คนได้ลงตัว ใครอยากพักใจ ควรมาเมืองนี้เลย
ที่เที่ยวไฮไลต์ เมืองคูไทซี
– มหาวิหารบากราตี (Bagrati Cathedral) โบสถ์โบราณตั้งเด่นบนเนินเขา มองเห็นวิวเมืองได้แบบ 360 องศา
– อารามเกลาติ (Gelati Monastery) มรดกโลกสุดทรงคุณค่าที่มีภาพจิตรกรรมโบราณสวยงามตระการตา
– ถ้ำโพรมีธีอุส (Prometheus Cave) ถ้ำหินงอกหินย้อย ที่มีบริการให้นั่งเรือลอดถ้ำด้วย
7. มิชเคห์ตา (Mtskheta)
เที่ยวจอร์เจีย ยังไงให้ได้ความรู้ ต้องได้มาที่ มิชเคห์ตา เมืองหลวงเก่าของจอร์เจียที่เต็มไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์และศาสนา เปรียบเหมือนศูนย์รวมจิตวิญญาณของชาวจอร์เจีย บรรยากาศเงียบสงบ มีอาคารหลังคาสีแดง ถนนสายเล็กๆ และร้านขายของที่ระลึกเรียงรายอยู่ท่ามกลางทิวทัศน์ภูเขาและแม่น้ำ จุดเด่นที่ทำให้เมืองนี้มีชื่อเสียงคือ จุดบรรจบของแม่น้ำสองสาย ได้แก่ แม่น้ำอารากวี (Aragvi) และแม่น้ำมต์ควารี (Mtkvari)
ที่เที่ยวไฮไลต์ เมืองมิชเคห์ตา
– มหาวิหารสเวติสโคเวลี (Svetitskhoveli Cathedral) มหาวิหารเก่าแก่ที่โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมจอร์เจียนออร์ทอดอกซ์แบบยุคกลาง และเป็นสถานที่ฝังพระศพของกษัตริย์จอร์เจียหลายพระองค์
– วิหารจวารี (Jvari Monastery) ตัววิหารสร้างจากหิน มีลักษณะเป็นผังรูปกางเขนและโดมอยู่ตรงกลาง มีจุดชมวิวบริเวณลานหน้าวิหาร สามารถมองเห็นเมืองมิชเคห์ตาจากมุมสูง รวมถึงแม่น้ำสองสีที่ไหลมาบรรจบกัน สวยงามมาก
– ย่านเมืองเก่ามต์สเคตา (Mtskheta Old Town) ย่านท่องเที่ยวเก่าแก่ มีเสน่ห์ด้วยถนนปูหิน สองข้างทางเต็มไปด้วยร้านขายของที่ระลึก งานหัตถกรรมพื้นเมือง ร้านไวน์ คาเฟ่ และร้านอาหารท้องถิ่น
8. ซิกนากี (Sighnaghi)
โรแมนติกไม่มีใครเกิน เพราะ ซิกนากี เมืองเล็กๆ บนเนินเขาแห่งนี้ได้ฉายาว่า เมืองแห่งความรัก (City of Love) และ เมืองแห่งไวน์ของจอร์เจีย บ้านเรือนสีสันสดใส หลังคาสีแดง ถนนปูหินสายเล็กๆ ระเบียงไม้แกะสลัก และวิวหุบเขาช่วยสร้างบรรยากาศโรแมนติก สวยจนอยากหยิบกล้องขึ้นมาถ่ายทุกมุม ใครชอบเมืองน่ารักๆ เดินเล่นเพลินๆ พร้อมชิมไวน์ท้องถิ่น น่าจะตกหลุมรักเมืองนี้ได้ไม่ยาก
ที่เที่ยวไฮไลต์ เมืองซิกนากี
– กำแพงเมืองซิกนากี (Sighnaghi City Wall) แนวกำแพงป้อมปราการเก่าแก่ที่มีจุดชมวิวหุบเขาอลาซานี (Alazani Valley) ให้ถ่ายรูปสวยๆ
– อารามบอดเบ (Bodbe Monastery) หนึ่งในสถานที่แสวงบุญที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในจอร์เจีย และเป็นสถานที่ฝังร่างของนักบุญนีโน (Saint Nino) ผู้มีบทบาทสำคัญในการเผยแผ่คริสต์ศาสนาในจอร์เจีย ด้านนอกมีสวนสวยและจุดชมวิวหุบเขาที่สวยงาม
– พิพิธภัณฑ์ซิกนากี (Sighnaghi Museum) พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์และศิลปะ ที่จัดแสดงเรื่องราวประวัติศาสตร์ วิถีชีวิต และวัฒนธรรมของชาวจอร์เจีย ผ่านข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ
9. เมสเตีย (Mestia)
พาไปสัมผัสอีกหนึ่ง เมืองน่าเที่ยว จอร์เจีย อย่าง เมสเตีย เมืองศูนย์กลางของภูมิภาคสวาเนตี (Svaneti) ที่ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางยอดเขาหิมะสูงเสียดฟ้า ตั้งอยู่บนเทือกเขาคอเคซัส (Caucasus Mountains) ที่ระดับความสูงประมาณ 1,500 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ขึ้นชื่อเรื่องทิวทัศน์ภูเขาสูงตระหง่าน ยอดเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะ และบ้านเรือนแบบดั้งเดิมที่ตั้งเรียงรายอยู่กลางหุบเขา ให้บรรยากาศสวยงามราวกับหมู่บ้านในเทพนิยาย
ที่เที่ยวไฮไลต์ เมืองเมสเตีย
– หอคอยหินโบราณ Svan Towers หอคอยหินทรงสี่เหลี่ยมสูงประมาณ 20 – 25 เมตร ตั้งตระหง่านอยู่ทั่วเมือง เพื่อใช้เป็นป้อมปราการปกป้องฝูงสัตว์และผู้คนจากผู้รุกรานในอดีต
– พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์และชาติพันธุ์สวาเนตี (Svaneti Museum of History and Ethnography) พิพิธภัณฑ์ที่รวบรวมโบราณวัตถุและมรดกทางวัฒนธรรมของชาวสวาน (Svan) ซึ่งเป็นชนพื้นเมืองที่อาศัยอยู่ในแถบเทือกเขาคอเคซัสมาอย่างยาวนาน
– ทะเลสาบโกรุลดิ (Koruldi Lakes) ทะเลสาบเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ท่ามกลางทุ่งหญ้าอัลไพน์และภูเขาสูงตระหง่าน มีทิวทัศน์ยอดเขาหิมะที่สะท้อนลงบนผิวน้ำ สวยจนต้องเผลออุทาน
10. เทลาวี (Telavi)
ปิดท้ายกันที่ เทลาวี เมืองสำคัญของแคว้นคาเคติ (Kakheti) บรรยากาศเมืองโบราณท้องถิ่นสบายๆ รายล้อมด้วยไร่องุ่นและวิวหุบเขาอลาซานี (Alazani Valley) มีชื่อเสียงในฐานะหนึ่งในศูนย์กลางวัฒนธรรมการผลิตไวน์ที่สำคัญของจอร์เจีย เนื่องจากภูมิภาคคาเคติเป็นแหล่งปลูกองุ่นและผลิตไวน์ดั้งเดิมที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานหลายพันปี
ที่เที่ยวไฮไลต์ เมืองเทลาวี
– ต้นเพลนยักษ์ (Giant Plane Tree) ต้นไม้เก่าแก่อายุกว่า 900 ปี ความสูงกว่า 40 เมตร และลำต้นมีเส้นรอบวงประมาณ 12 เมตร จุดเช็กอินที่หลายคนนิยมมาถ่ายรูปกัน
– ป้อมปราการบาโทนิส ซิเค (Batonis Tsikhe) ป้อมและพระราชวังโบราณของอดีตกษัตริย์จอร์เจีย
– โรงไวน์และไร่องุ่นโบราณ โรงไวน์หลายแห่งมีการเปิดให้นักท่องเที่ยวเยี่ยมชมห้องเก็บไวน์ เรียนรู้ขั้นตอนการผลิต เดินชมไร่องุ่น และร่วมกิจกรรมชิมไวน์ท้องถิ่น ทำให้ได้สัมผัสรสชาติลึกล้ำแบบต้นตำรับ!
อ่านจบแล้วอยากเก็บกระเป๋าบินไปจอร์เจียกันเลยทีเดียว แน่นอนล่ะว่า เมืองน่าเที่ยว จอร์เจีย แต่ละเมืองมีความสวยงามเฉพาะตัวแบบกินกันไม่ลงจริงๆ ไม่ว่าเพื่อนๆ จะเป็นสายถ่ายรูป สายกิน สายชิล หรือสายธรรมชาติ จอร์เจียตอบโจทย์ได้ครบจบในทริปเดียวแน่นอน ยอดเขาหิมะกับไวน์หอมๆ รอทุกคนอยู่นะ กดจอง ทัวร์จอร์เจีย กับมัชรูมทราเวล แล้วเก็บกระเป๋าออกไปท่องโลกกันเลย
