Mushroom Travel

Lady Go in Seoul เที่ยวโซล 5 วัน สำหรับผู้หญิงอย่างเรามันจะพอได้ยังไง!

Guest ของ มัชรูมทราเวล วันนี้เป็น… 2 สาวเพื่อนซี้ตั้งแต่สมัยมัธยมต้น ซึ่งเธอจะมาบอกเล่าเรื่องราวการท่องเที่ยวผ่านมุมมองของผู้หญิง ที่หลายครั้งก็เจอข้อจำกัดต่างๆ นานา ด้วยเหตุว่า พวกเธอคือผู้หญิง แค่นั้นเอง

Lady Go in Seoul เที่ยวโซล 5 วัน สำหรับผู้หญิงอย่างเรามันจะพอได้ยังไง!

สวัสดีค่ะ ก่อนจะเริ่ม เราขอเกริ่นก่อนสักสองหน้ากระดาษเอสี่ แหะ ล้อเล่นค่ะ จะขอแนะนำตัวให้ทุกคนรู้จักพวกเราก่อนนะคะ เราและเพื่อนเราอีกหนึ่งคน เป็นเพื่อนสนิทกันค่ะ เป็นผู้หญิงทั้งคู่ โดยส่วนใหญ่เราจะไปไหนมาไหนกันสองคนอยู่แล้ว ไม่ใช่ไม่มีใครคบนะคะ 55 แต่เพราะคิดว่าปัญหาที่พวกเราเจอ หลายๆ คนก็น่าจะเจอนั่นคือ การนัดเพื่อนตั้งแต่สองคนขึ้นไปน้าน เป็นเรื่องยากมากกกก ดังนั้นเลยไปกันสองคนซะส่วนใหญ่ นี่แหละค่ะ

ครั้งนี้ก็เหมือนกัน ถามว่าชวนคนอื่นมั้ย? ชวนค่ะ และมันไปกันมั้ย???? ไม่ค่ะ! ทั้งเกลี่ยวัน ย้ายเดือนก็แล้ว ยังไม่ลงตัว เลยคุยกันว่าสองคน ไปมะ คำตอบคือไป!!! ไปเด้! ไปหมด อย่าไปกลัว 55 สิ่งที่คิดต่อมาคือ การที่เราเป็นผู้หญิงสองคนและไปเที่ยวต่างประเทศครั้งแรกด้วยกัน ข้อจำกัดเลยบังเกิดค่ะ เรียกง่ายๆ คือความเรื่องมากนั่นเอง 555 ดีที่เราคิดเหมือนกันคือ เที่ยวคือเที่ยว เที่ยวให้สนุก ไม่ลำบากดิ เหนื่อยพักงี้ ตารางไม่แน่น เดินทางสะดวก และปลอดภัย ช้อปกระจาย ตอนแรกนี่เลือกประเทศกันเยอะมาก เรียกได้ว่าฟุ้งนั่นเอง อยากไปหมดทุกที่ จนเราตบฟุ้งกันเอง บวกกับความเรื่องมากตามที่กล่าวมา เลยสรุปว่าเป็นเกาหลี ดินแดนสามีมโนของชะนีไทย ????

เราก็เริ่มวางแผนการเดินทางกันค่ะ ทำเหมือนคนอื่นๆ แหละ วางแผนทริป แต่ทริปของเราไม่เป๊ะเรื่องเวลาค่ะ สโลว์ไลฟ์ให้ถึงที่สุด เลยระบุแค่ย่านไว้ อยากแวะอะไรแวะงี้ แต่จะบอกเลยว่าตอนตัดสินใจไปตอนนั้น ไม่อินกับเกาหลีง่ะ มีไรอ่ะ? เที่ยวไรอ่ะ? มีไรให้ดูอ่ะ? ดูซีรีย์ก็ดูนะ ตอนนั้นจุงกิกำลังดังเป็นสามีแห่งชาติเลยค่ะ เพื่อนอยากไปเกาหลีเพราะจุงกิด้วย แต่เราก็ดูนะ และส่วนตัวดันไม่อินอีก เพลงก็ฟังบ้าง เข้าไม่ถึงแต่ก็ฟัง ส่วนผู้ชายเกาหลี ก็กรี๊ดอยู่แล้วป่ะ?! ช้อปปิ้งก็ไม่ค่อยช้อปง่ะ สรุป ไปและมีอะไรล่ะ

แต่เมื่อพอเราเดินทางจริงๆ ไปถึงจริงๆ ได้เที่ยวจริงๆ และยิ่งกลับมาดูรูป ยิ่งคิดถึง ยังคงประทับใจ นั่นเป็นจุดเปลี่ยนที่เราอยากทำรีวิวให้ทุกคนได้ดูค่ะ อยากแบ่งภาพที่เราถ่ายเองกับมือ แม้มันอาจจะไม่สวยเหมือนของคนอื่น แต่เราอยากแบ่ง อยากแชร์ประสบการณ์ที่เราไปเจอมา มันคือความสนุกที่เราอยากอวดบ้างเท่านั้นเองงงงง 555 ???? Lady Go จึงบังเกิดค่ะ เราไปเที่ยวแบบผู้หญิงกันเนอะ ขอเริ่มเลยนะคะ ลงรูปรัวๆ รายละเอียดน้อยๆ

PS : ชื่อสถานที่เค้าขอพิมพ์เป็นภาษาอังกฤษนะคะทุกคน คือมันย๊ากยาก ไปนู่นยังถามทางด้วยการพูดว่า “How can I go to… (และเอานิ้วจิ้มในแผนที่ค่ะ ไม่ได้กลัวอ่านผิดนะแต่กลัวเค้าฟังไม่รู้เรื่อง 555)

~ Day 1 – วันแรก ~

เราเดินทางด้วยสายการบิน แอร์เอเชียเอ็กซ์ค่ะ บินตอน 01.55 ถึงสนามบินอินชอนเวลา 09.10 ค่ะ ไปถึงก็ตื่นเต้นกันก่อนเลย เพราะ ตม. ในตำนานนั้นเอง ก่อนเข้า ตม. งี้ คิดในใจกัน ผ่านมั้ยล่า นั่งเครื่องกลับนะไม่โอนะ ยังไม่ได้เที่ยวเลย เวิ่นทั้งคู่ แต่ก็ไม่กลัวมากหรอกค่ะ เราเคยไปต่างประเทศกันมาแล้ว เอกสารพร้อมปริ้นเตรียมให้ดูหมด เคยได้ยินความยากมา แต่พอถึงคิวเรานั้น นางใจดีม๊ากค่ะ ไม่ถามด้วย ไม่ถามไม่ว่า ยิ้มให้อีกตะหาก ดีใจ ตีปีก รอด ตม. แอบกรี๊ดกันทั้งคู่ กรี๊ดเพราะ “ได้ เที่ยว แล๊ววววว” แต่กว่าจะออกจากสนามบินก็ปาไปเกือบเที่ยงค่ะ บอกแล้วสโลว์ไลฟ์ นั่งกินกาแฟเพราะติดกาแฟ ถ่ายรูป วางแผนเที่ยว ดูสถานีรถไฟนู่นนี่นั้น

เราตัดสินใจไปเก็บของที่โรงแรมก่อนค่ะ โรงแรมที่เราพักคือ Maker Hotel สถานี Jongno 3-ga มันดีงามมมม ใกล้สถานีแบบ ออกมาปุ๊บเจอปั๊บ มันดีชริงงงงชริง

พออาบน้ำแต่งตัว นอนพักเสร็จแล้ว ไปค่ะ ไปต่อกัน! กองทัพต้องเดินด้วยท้องใช่ม่ะ เรามีสองคนก็นับว่าเป็นกองทัพค่ะ เดินหาอะไรกินแถวโรงแรม นังคนข้างๆ พูดตั้งแต่ลงเครื่องว่า “ไก่ตุ๋นโสม จะกินไก่ตุ๋มโสม อยากลองไก่ตุ๋นโสมมมมม” โอเค! พอ ชั้นรู้แล้ว เราเลยต้องไปกินไก่ตุ๋นโสมกันค่ะ

พออิ่มเราก็ไปทงแดมุน (Dongdaemun) ตั้งใจไป Dongdaemun Gate หรือ Heunginjinmun Gate คือประตูเมืองโบราณงี้ ใครนึกภาพไม่ออกให้นึกถึงประตูท่าแพค่ะ นั่น ภาพมาใช่มั้ยคะ 555 แม้มันไม่เหมือน แต่หน้าที่เดียวกันไง

หลังจากนั้นก็ไปที่ Dongdaemun Design Plaza (DDP) ค่ะ พอเห็นและก็อึ้ง เพราะมันใหญ่มากค่ะคุณ! ที่นี่แยกเป็นสองส่วนค่ะ คือเป็นสวนข้างนอกและข้างในก็เป็นที่แสดงสินค้า จัดแฟชั่นโชว์ คอนเสิร์ตอะไรแบบนี้ แล้วที่นี่ก็เป็นที่จัด Seoul Fashion Week ด้วยน้า และแน่นอนว่าเราไปที่นี่เพื่อไปดูทุ่งดอกไม้สีขาวในตำนาน มันจะรื้อ 30 มิถุนายนนี้แล้วด้วย ใครยังไม่ไป ดูในนี้ค่ะ ใครอยากดูภาพกลางคืน ดูรีวิวคนอื่นเลยค่ะ 555 คือมันรอไม่ไหวไง ฝั่งตรงข้ามมันเรียกร้องมากเลย เดี๋ยวให้ดูว่าฝั่งตรงข้ามคืออะไร ????

อันนี้คือขากลับค่ะ เดินไปขึ้นรถไฟเลยมีมาให้ดูนิดหน่อย

และนี่ค่ะ ฝั่งตรงข้าม DDP น่านก็คืออออ

มันคือที่ช้อปปิ้งค่ะทุกคนนนน ไม่รู้ว่ามันเรียกว่าไรแหละ แต่มันทำเรากับเพื่อนพัง พังในวันแรก กระเป๋าแบนเลยทีเดียว บอกแล้วว่าเที่ยวแบบ Lady ไง ผู้หญิงกับการช้อปปิ้งมันเป็นของคู่กัน เหมือนตะเกียบแหละค่ะ ???? แต่ร้านรูปล่างน่ะ Joe and The Juice นั้นนน คือร้านพ่อค้าแซบ! แต่เราไม่เอารูปเค้ามาลงให้ดูเพราะเกรงใจเค้า วันแรกจบแล้ว จบไปแบบพังๆ ถือของพะรุงพะรังและกลับไปนอนค่ะ

~ Day 2 – วันที่สอง ~

มา.. เริ่มค่ะ! วันที่สองเราเริ่มที่วังค่ะ เราเรียกวันนี้ว่าวังเดย์ เพราะอยู่ในวังล่อไปครึ่งวัน เป็นความต้องการของเราเอง เราชอบโบราณสถาน พิพิธภัณฑ์อะไรแบบนี้ เลยบอกเพื่อนว่าขอให้ชั้นวันนึงนะเธอ เราเลือกไปวัง Gyeongbokgung Palace ค่ะ เราว่ามันได้ฟีลเหมือนเวลาคนมาเมืองไทยต้องไปวัดพระแก้วไง เราก็ไปเที่ยวเกาหลีครั้งแรกก็ทำแบบนั้นเช่นกัน 555 การเดินทางที่นี่สะดวกมากกกก หลายที่ที่เราเลือกไป อาจจะเป็นเพราะสถานที่ท่องเที่ยวดังๆ เลยทำให้มีสถานีรถไฟใต้ดินตลอด ไม่ใกล้มาก ก็ถึงเลย ที่นี่เป็นที่นึงที่โผล่มาปุ๊บ ถึงเลย ก่อนจะไปถึงวังจะบอกว่า สถานีที่เราลงเนี่ยนะคะเป็นสถานีที่มีงานศิลปะจัดแสดงไว้ แม้เราจะเห็นนิดเดียวเพราะไม่ได้ตั้งใจเดินดู แต่ก็รู้สึกว่า เค้าทำได้ดี มันดูมีอะไรมากกว่าสถานีรถไฟใต้ดิน ใครมีเวลาและชอบงานศิลปะลองดูค่ะ อาจจะสนุกค่ะ มันชื่อ Seoul Metro Art Center ค่ะ อ่ะ มาที่วังต่อ พอเราเดินผ่านประตูเข้ามาในวัง แอบกรี๊ดเบาๆ ใหญ่ม๊ากกกกกกก

นึกภาพสมัยก่อนดิคะ รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นทงอีเดินเข้าวัง (หรอ ????) คือจะบอกว่ามันดูยิ่งใหญ่มีพลัง พอเดินเข้ามาข้างใน ตะลึงหนักกว่าเดิมค่ะ เพราะคนเยอะมาก 555 ส่วนมากจะเป็นเด็กเกาหลีนี่แหละค่ะ เค้ามามาทัศนศึกษา แอบดีใจนะ เค้าดูให้ความสำคัญกับเด็กๆ เรียนประวัติศาสตร์มากๆ แบ่งเด็กเป็นกลุ่มเล็กๆ และมีไกด์นำทัวร์ เด็กมีตั้งแต่ประถมจนถึงมัธยมเลยค่ะ

และอีกทีมนึงแน่นอนค่ะ เราหนีเค้าไม่พ้น ที่ท่องเที่ยวดังๆ แบบนี้ คนเยอะๆ แบบนี้ ต้องเจอพี่จีนค่าาา พี่จีนเต็มเลย พี่จีนแย่งที่ถ่ายรูปหมดเลย ในเมื่อเราทำไรเค้าไม่ได้! มีอย่างเดียวที่ทำได้คือ เดินหนีค่ะ!!! 555 ตรงไหนคนน้อยๆ ไปถ่ายรูปก่อน พอได้ยินเสียงพี่จีนเรากับเพื่อนจะหันมาบอกว่า หนีเร็ว!!!! (เสียงสอง) เดินหนีค่ะ หนีๆ จนเดินเข้าไปลึกๆ แบบไม่ตั้งใจ ง่ายๆ คือมั่วนั่นเอง คือหลังจากพระราชวังส่วนหน้าเดินเข้าได้ด้านในคนเริ่มน้อยลง เพิ่มเติมคือความสวยและความสงบค่ะ ซึ่งคือดีมาก เราเดินถ่ายรูปได้เรื่อย ๆ จนเจอกับศาลา Gyeonghoeru เป็นศาลาเอาไว้จัดงานเลี้ยงค่ะ อันนี้สวย สวยจริง อยู่กลางน้ำ ตรงนี้เป็นจุดถ่ายรูปอีกจุดที่เห็นเค้าถ่ายกันเยอะ และศาลานี้รู้สึกเค้าจะให้ดูข้างในได้นะคะ แต่ต้องจองล่วงหน้านะคะ

และเราก็เดินมั่วไปเรื่อยๆ ค่ะ จนเจอศาลาหกเหลี่ยม Hyangwonjeong เท่าที่อ่านคำอธิบายที่นั่น ด้วยภาษาอังกฤษแบบงูๆ ปลาๆ ของเรานั้น คิดว่ามันคือที่พักผ่อนของพระมหากษัตริย์และพระราชินีค่ะ บางวันอยากนอนชมจันทร์ 360 องศาบ้างอะไรแบบนี้

พอเราเดินไปเรื่อยๆ ต้องบอกก่อนว่าความตั้งใจของเราที่เดินไม่สิ้นสุดสักทีคือเราหา The National Folk Museum ค่ะ แหะ หาไม่เจอนั่นเอง เราก็เลยเดิน หลงไปเรื่อยๆ ค่ะ และเราก็เห็นค่ะ เห็นอะไรสูงๆ ในภาพมั้ยคะ ตรงนั้นแหละค่ะ ที่ที่เราเดินหารอบวัง ????

ที่นี่คือ The National Folk Museum ที่เราหาจนขาลาก พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านนั่นเอง ในนี้ก็จะมีอะไรที่เรานึกได้แบบชาวบ้าน ปกติแบบบ้านๆ นั่นแหละค่ะ จะเจอที่นี่ เช่น อาชีพของคนเกาหลีสมัยก่อนก็ ทำนา ทำประมงใช่มั้ยคะ ก็จะมีอุปกรณ์ประกอบอาชีพ หรือแม้กระทั้งชุดที่เค้าใส่ทำงานค่ะ พอจะนึกภาพออกใช่มั้ยคะ มีแม้กระทั่งแบบบ้านค่ะ บ้านตั้งแต่ชาวบ้านธรรมดา ไปจนถึงบ้านคหบดี น่าสนใจใช่มั้ย มันมีอะไรอีกเยอะเลย สนุกดี เดินดูไปสักพัก เดินอ่าน เดินดูเก็บดีเทล กำลังเพลิน เพื่อนเราก็พูดว่า “ไม่ต้องอ่านทุกตัวก็ได้มั้ง?” เราเลยตอบแบบชัดๆ เน้นๆ ให้เข้าใจค่ะว่า “จะอ่าน!” นางก็ได้แต่พูดว่า โอเค… และรอค่ะ 555 คือเกาหลีเนี่ย มีมายาวนานไง ประวัติเลยนานมากด้วย ทุกคนนึกออกใช่มั้ยคะ เดินดูก็เลยนานนนน เลยกินเวลาเราไปนานมากจริงๆ แต่ในนี้ไม่มีรูปมาให้ดูนะคะ เป็นการบิ้วต์ให้ทุกคนอยากดู นี่ดูได้ค่าพีอาร์ แต่จริงๆ คือเพลิน ลืมถ่าย 555 พอออกมา กะว่า โอเค หิวและ ไปหาข้าวกินเถอะ บ่ายสองบ่ายสามแล้วมั้ง แต่มันต้องสะดุดค่ะ เพราะเราออกมาเจอหมู่บ้านจำลอง เค้าจัดไว้ให้ด้านหน้าพิพิธภัณฑ์ จะทำไงได้ละ ผู้หญิงอย่างเรา? ถ่ายรูปสิคะคุณ ถ่ายเป็นร้อย ใช้ได้อยู่ 10 ใบ นานไปอีกกกก

หลังจากนั้น เราตั้งใจจะไป Bukchon Hanok Village ค่ะ โดยจะเดินจากถนน Samcheongdong ที่มีอะไรให้เดินเล่น หาข้าวกิน เต็มเลยค่ะ วันแรกลืมบอกค่ะ วิธีเลือกร้านอาหารของพวกเรา ง่ายๆ ค่ะ หันไปเจอร้านไหน ดูสักร้านสองร้าน และเดินเข้าเลย คิดไรเยอะแยะ และมันดันอร่อยทุกร้านที่สุ่มเลยนะ พูดจริงๆ 555

พออิ่มก็เดินต่อค่ะ ดูจากแผนที่อยู่ใกล้กัน เดินสบายยย เดี๋ยวก็ถึง แต่เที่ยวแบบผู้หญิงไง ผู้หญิงกับแผนที่ ทุกคนลองนึกดูสิคะ ว่าจะเกิดอะไรขึ้น? เราเข้ากันไม่ได้ค่ะ! เราเลยหลงทางงงง คือแผนที่มันใกล้ไง แต่โอเค เราคิดเองค่ะว่าใกล้ 555 แต่จริงๆ คือเฮ้ยไกลมากกกก แต่เราว่าเราโชคดี โชคดีที่อากาศดี โชคดีที่เราหลง เราเดินไปด้านที่คนส่วนน้อยจะเริ่มเดินทางนี้ พวกเราพูดกันตลอดว่า “ใช่ป่ะวะ? ถูกทางป่ะวะ? แม้จะเปิดกูเกิลแมพ แต่เข้าใจใช่มั้ยคะว่าเราจะไว้ใจใครง่ายๆ ไม่ได้ กูเกิลแมพก็เช่นเดียวกัน แต่เพื่อนเราบอกว่า ไป! เชื่อสัญชาตญาน ทางไหนก็ทางนั้น หลงเดินกลับมาใหม่ มันเลยทำให้เราเลยได้เจอวิวใหม่ เจอมุมใหม่ในโซล

และเราก็เจอจุดสูงสุดของ Bukchon Hanok Village ที่ทุกคนชอบมาถ่ายรูป แต่ถ้ามาทางคนอื่นต้องเดินย้อนขึ้นมา และเดินย้อนลงไปอีกรอบ แต่เราเดินลงอย่างเดียว รู้สึกชนะ พูดเลย 55 ใครอยากเดินไกลแบบเราถามได้นะคะ เดี๋ยวเราชี้ให้ว่าทางไหน ????

การที่เราเดินเยอะใช่มั้ยคะ เหนื่อยไง หาร้านนั่งพัก จนเดินมาเจอร้านนี้ค่ะ น่ารัก (อย่าถามชื่อร้านเค้านะ เค้าอ่านภาษาเกาหลีไม่ออก ????)

มีแรงและเราก็ไปต่อค่ะ! เดินค่ะเดิน เดินเยอะกว่าที่เราเดินช้อปปิ้งสิบปีรวมกัน เราเดินไปขึ้นรถไฟฟ้าใต้ดินไปคลอง Choeonggyecheon ที่นี่ก็กว่าจะหาเจอเดินขึ้นผิดประตูไปสามรอบด้วยกัน สงสารขาตัวเองงง ไม่เป็นไรค่ะ ผิดเป็นครูค่ะทุกคนนน จำไว้นะคะเด็กๆ ???? แต่พอได้เห็นก็เออ สวยดี สวยจริง อย่างที่ทุกคนเข้าใจ ไม่ผิดหวัง จริงๆ คลองนี้มันมีมานานแล้วนะคะ ไม่ได้ขุดใหม่ แต่เมื่อก่อนเป็นคลองน้ำเน่า ใครนึกไม่ออกให้นึกถึงคลองแสนแสบค่ะ ภาพมาพร้อมกลิ่นใช่มั้ย? 555 และเค้าก็เอามาทำใหม่ค่ะ ปรับสภาพใหม่ ทำให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวได้ มีมุมให้ถ่ายรูปเรื่อยๆ นะคะ พอมาถึงตอนนี้ เราคิดว่าเราชอบเกาหลีตรงที่เค้าจะมีดีเทล ทุกที่ดูใส่ศิลปะลงไปด้วย มันทำให้อะไรที่มันธรรมดา กลายเป็นดูมีอะไรขึ้นมาทันที เอาบ้างๆ อยากให้เมืองไทยเป็นแบบนี้บ้าง! ????

พวกเราเดินคลองไม่หมดนะคะ เพราะมันยาวม๊ากกกก เลยตัดสินใจเดินไปวัด Jogyesa Temple ค่ะ วัดนี้เป็นวัดนิกายมหายาน คนละนิกายกับไทยซึ่งคือเถรวาทหรือหินยาน ข้างในเงียบ สงบมาก ตอนเราไปถึงเค้ามีติดโคมดอกบัวเต็มวัดเลย และพอถึงวันวิสาขบูชา วัดก็จะนำโคมเนี่ยแห่จากที่นึงไปอีกทีนึง ซึ่งเราจำไม่ได้ว่าที่ไหน แหะ โคมนี้เหมือนเค้าจะมีเฉพาะก่อนวันวิสาขบูชานะคะ ซึ่งวันวิสาขบูชาของเค้ากับของเราก็คนละวันกันอีก ใครอยากไปดูต้องเช็คอีกทีนะ

ของวันที่สองนี้รูปหมดแล้ว แต่จริงๆ เราไป อิลซาดงอีก ทำไมถึงไปอิลซาดงได้ เพราะเราหลงไปค่ะ 555 แต่เราไม่มีรูปนะ ร้านค้ามันตระการตาเกินไป ทำให้ลืมกล้องไปชั่วขณะ และเราก็ไปเซอร์เวย์เมียงดงสักครึ่งรอบได้ ใช้คำว่าเซอร์เวย์ ???? ไปเพราะเราวางแผนทริปไว้ค่ะว่าวันที่ 4 เราจะช้อปปิ้ง!!! ช้อปให้พังกันไปข้าง เลยจะไปดูร้านก่อนงี้ มีเหตุผลใช่มั้ยคะ ดูเป็นเรื่องใหญ่มากจริงๆ เซอร์เวย์ที่ช้อปปิ้ง ตอนเรียนตั้งใจเรียนขนาดนี้มั้ยลูกกก ถามตัวเองๆ 555 วันนี้เราจบไปแบบพังๆ ค่ะ เท้าพัง เราเดินเหมือนเดินจากเชียงใหม่ไปปัตตานี ถึงขั้นซื้อที่แปะเท้ามาแปะก่อนนอนเลยทีเดียว ไม่งั้นวันรุ่งขึ้นคงแย่ แม้เราเหนื่อยแต่เราสนุกค่ะ เราไม่จะย่อท้อกับเรื่องเที่ยว!!! 555

~ Day 3 – วันที่สาม ~

วันนี้เราเลือกไป N Seoul Tower กันค่ะ หรือหลายๆ คนเรียกว่า Namsan Tower เพราะมันอยู่บนภูเขานัมซานนั่นเอง ที่นี่หลักๆ คือเป็นจุดชมวิวค่ะ วิวสวยจริง ขึ้นไปและหายเหนื่อยนะ แต่ประเด็นหลักกว่าจุดชมวิวนั้นคือ คู่รักขึ้นไปคล้องกุญแจกันค่ะ กุญแจเยอะมากกกก แต่เราไปกับเพื่อนไง ไม่คล้อง เดินดูอย่างเดียว เดี๋ยวนี้นอกจากกุญแจแล้ว มีเคสมือถือด้วยนะคะ ให้ใหญ่ขึ้นอีก เขียนได้เยอะขึ้นไปอีก 555 การเดินทางไปที่นี่มีหลายแบบนะคะ แต่แบบที่เราเลือกคือขึ้นเคเบิ้ลคาร์ค่ะ เราเดินมาจากสถานที่รถไฟใต้ดินค่อนข้างไกลเพื่อไปขึ้นเคเบิ้ลคาร์ แต่มีป้ายชี้ทางบอกตลอด ไม่ต้องกลัวหลง

นอกจากกุญแจแล้ว ก็มีกระเบื้องค่ะ เราคิดว่างั้นนะ เอาไว้เขียน และแปะผนัง เค้ามีขายที่จุดขายของที่ระลึกค่ะ

ระว่างที่เราเดินขึ้นเดินลงระหว่างสถานีเคเบิ้ลคาร์ กับจุดชมวิว จะมีกำแพงเมืองจำลอง มีทหารโบราณเดินตรวจตราแบบนี้ด้วย และด้านซ้ายจะมีที่เช่าชุดฮันบกถ่ายรูปนะคะ

ต่อไป เราก็ไป Ehwa Woman University ค่ะ ทางเดินจากสถานีรถไฟใต้ดินสถานีอีฮวาไปมหาวิทยาลัยอีฮวาเป็น Shopping Street นะคะ ร้านเยอะมาก แต่เราต้องมุ่งมั่น จะไปช้อบฮงแด ไม่มองๆ เดินมาเรื่อยๆ ค่ะ เจอมหาวิทยาลัยสวยมากกกกก ที่นี่เป็นมหาวิทยาลัยหญิงนะคะ อาคารที่เราเห็นกันบ่อยๆ ที่เหมือนช่องทางเดินเข้าไปในหุบเขา เขาเรียกว่า Ewha Campus Complex ค่ะ อันนี้เป็นอาคารอเนกประสงค์ เป็นทั้งอาคารจอดรถ ห้องเรียน โรงอาหาร รวมไปถึงพื้นที่จัดแสดงนิทรรศการ ส่วนด้านบนที่เป็นสนามหญ้านี่ให้นักศึกษากับคนทั่วไปนั่งพักผ่อนได้ด้วย เก๋เนอะ

ไปต่อค่ะ! ฮงแด ดินแดนในฝันของเราาา จริงๆ ที่นี่คือย่านมหาวิทยาลัยนะคะ แถวนี้คือมหาวิทยาลัยฮงอิก และส่วนที่เราเดินก็เรียกว่าย่าน ฮงแด (Hongdae) ค่ะ มีหมดทุกอย่าง ฮงแดนี่งานดี ดีทั้งคน ดีทั้งของ ร้านอาหารก็ดี ผับก็มี เรียกได้ว่า เดินวนไปค่ะ เดินเข้าไปค่ะ เดินแล้วเดินอีก ที่นี่เรากินข้าวเย็นสองรอบอ่ะคิดดู ซีโคร่งหมูชีสก็อยากกิน หมูย่างเกาหลีก็อยากกิน เลยเอาหมดเลย ???? ย้ำอีกครั้งว่าพวกเราเป็นผู้หญิงตัวเล็กๆ สองคน กินหมดนะคะ! ทั้งสองร้าน อำนาจทำลายล้างของกินสูงมาก???? ย่านฮงแดนี่ขอกราบขออภัยทุกคนนะคะ ไม่ได้ถ่ายรูปเลย พอช้อป ก็ช้อปอย่างเดียว ลืมถ่ายรูป ???????? ไว้คราวหน้าไป เค้าจะเก็บทุกเม็ด เอามาฝากทุกคนนะค้า เค้ามีแต่รูปร้าน 3CE มาให้ค่ะ แหะ

ร้านนี้คือ James Cheese สาขาฮงแดค่ะ อร่อยมากกกกกกกกกก ก.ไก่ ล้านตัว ชีสนะเธอ ชีสเน้นๆ บังคับสั่งสองชุดขึ้นไปนะคะ ซึ่งก็โอเคนะ ไม่มากไม่น้อย เลือกความเผ็ดได้ด้วย มันดีมาก ถ้าคนชอบชีสแบบเราก็จะฟินมากกกก ถ้าไปอีกจะกินอีก เอาอีกๆ

เดินเล่นสักพักค่ะ ผ่านร้านหมูย่าง ซึ่งแถวนั้นจะมีหลายร้านมาก พอเห็นเท่านั้น เดินเข้าสิคะ กินอีก เมื่อกี้ที่กินซี่โครงหมูชีสไม่มีสสารหรอก เชื่อสิ ร้านนี้เป็นร้านแดงๆ เราอ่านชื่อไม่ออก แต่เห็นคนต่อแถวกันก็เลยลองค่ะ สรุปคืออร่อยนะ อร่อยใช้ได้ หายอยาก ????

~ Day 4 – Day 5 – วันที่สี่ – วันที่ห้า ~

วันที่ 4 กับวันที่ 5 ขออนุญาต รวบตึงเป็นอันเดียวนะคะ เพราะวันที่ 4 เราจะไปเมียงดงงงง วันนี้คือวันช้อปปิ้งเดย์ เพราะฉะนั้น รูปจะน้อยมากเลยนะคะ เค้าขอโทษ!!!! อีกวันคือวันที่ 5 วันกลับค่ะ ไปสนามบินตั้งแต่ 7 โมงเช้า เศร้า ????

มาเริ่มกันเลยนะคะ วันที่ 4 นี่ก่อนเราจะไปเมียงดง เราเห็นว่า Namsangol Hanok Village อยู่ใกล้ๆ เลยไปเดินเล่นก่อนไปเมียงดง เพราะคุณเพื่อนอยากใส่ชุดฮันบก ???? จะไปหาใส่ที่นั่น สุดท้ายไม่เจอค่ะ 555 อด หน้าเราไทยมาก จะบังคับใส่ฮันบกงี้ ภาวนาในใจตลอดว่า ขอให้ไม่เจอๆ สรุปก็ไม่เจอ หุหุ แต่ก็สนุกดีค่ะที่นี่เป็นหมู่บ้านวัฒนธรรม เป็นบ้านโบราณนั่นแหละค่ะ เหมือนแบบบ้านที่เราดูซีรีย์เกาหลียุคโบราณมาให้ดูค่ะ ที่นี่เหมือนมีเปิดสอนภาษาจีนให้คนทั่วไป และก็มีเด็กๆ มาทัศนศึกษาเต็มเลย เค้าเปิดให้เข้าฟรีนะคะ วันที่เราไปเค้ามีแข่งซูโม่และก็จัดงานแต่งงานพอดีด้วย ถ้าใครสนใจ อยากตามไป อันนี้ง่ายสุด ลงสถานีรถไฟใต้ดินเมียงดงค่ะ ออกทางออก 3 เดินไปด้านขวา จะมีคนเดินไปทางเดียวกันเยอะๆ ทางนั้นเลย

เสร็จแล้วก็ไปช้อปเมียงดงต่อค่ะ แต่ช้อปไม่ถึงครึ่งเมียงดง พังมาก กระเป๋าพัง ขาพัง ไหล่พัง ซื้อเยอะมากค่ะ เข้าเกือบทุกร้าน จนไม่สามารถถือของได้ เราเลยตัดสินใจกลับโรงแรมเอาของไปเก็บและไปเดินเล่น Insadong อีกรอบ อย่างที่บอกค่ะ เดินจากที่พักไป Insadong ใกล้ระดับ 10 เดินไม่ถึง 5 นาที ไปเพื่อจะหาข้าวกินเเละก็ไปเก็บตกของที่ยังซื้อไม่สุด 555 อันนี้ก็ไม่ได้ถ่ายรูปมานะคะ มัวแต่ถ่าย Live ในเฟสบุ๊คกับเพื่อน แหะ

วันที่สี่จบแล้วโดยการกลับมารื้อของ เก็บกระเป๋า แน่นอนว่ากระเป๋างอกค่ะ เพราะวันที่ 5 เราต้องออกจากโรงแรมตั้งแต่ 7 โมงเช้า เลยไม่มีอะไรมาฝากทุกคน เห็นมั้ย บอกแล้วว่า 5 วัน มันไม่พอจริงๆ 555 ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาดูนะคะ รีวิวนี้ถ้าผิดพลาดอะไร หรือไม่ชอบตรงไหน ขอโทษด้วยนะคะ ติชมได้น้า ยินดีรับฟังค่ะ และรีวิวต่อไปเราจะทำให้ดีขึ้นๆ ขอบคุณทุกคนอีกครั้งค่า

ประสบการณ์มาเต็มแบบนี้ รับเสียงปรบมือจากเราไปเล้ย แปะๆๆ !!

ระดับความสนุก: ✩✩✩✩✩


ชอบ บทความ มัชรูมทราเวล ทำไงดี…?
1.กดแชร์ต่อ ให้เพื่อนอ่านบ้าง
2. คลิก Like และ ติดตามเราได้ที่ Facebook www.facebook.com/mushroomtravel/

Lady Go in Seoul เที่ยวโซล 5 วัน สำหรับผู้หญิงอย่างเรามันจะพอได้ยังไง! was last modified: June 1st, 2022 by Editor.Mushroom Travel
Exit mobile version