Mushroom Travel

นิวซีแลนด์ ..ลุยเดี่ยว เรียน เที่ยว ทำงาน ตอนที่ 4

Guest ของ มัชรูมทราเวล วันนี้เป็น… สาวสวยลูกสอง และสามีอีกหนึ่ง ที่เธอจะมาเล่าประสบการณ์การใช้ชีวิตของเธอในดินแดนในฝันของใครหลายๆ คนอย่างประเทศนิวซีแลนด์ค่ะ ซึ่งวันนี้ก็เดินทางมาถึงตอนที่ 4 แล้ว ส่วนเรื่องราวจะเป็นอย่างไรนั้น ต้องติดตามกันค่ะ

นิวซีแลนด์ ..ลุยเดี่ยว เรียน เที่ยว ทำงาน ตอนที่ 4

ตอนที่ 4….. Language school โรงเรียนภาษาที่รักค่า

ตอนที่ไปเรียนก็มีโอกาสได้เรียนสองที่ โรงเรียนแรกก็คือได้เรียนตอนถึงนิวซีแลนด์ใหม่ๆ เป็น General English ภาษาอังกฤษแบบทั่วไป ส่วนอีกทีนึงได้เรียนแบบ Academic เพื่อเตรียมตัวเข้าไปเรียนร่วมกับฝรั่ง
เล่าที่แรกก่อนนะคะ

พอถึงวันแรกครูเค้าก็จะพาไปทัวร์ดูรอบๆ เมืองว่ามีอะไรบ้าง ไปรษณีย์ ห้องสมุด พาไปเปิดบัญชีธนาคาร พอกลับเข้ามาในโรงเรียน ขอบอกว่าตื่นเต้นมากๆๆๆ นอกจากฝรั่งกับคนไทยแล้ว ก็ยังมีคน เกาหลี ญี่ปุ่น จีน ฮ่องกง ฯลฯ เดินกันให้เต็มไปหมด คนนั้นก็หล่อ คนนี้ก็สวย อุ๊ย คนนั้น แต่งหน้าอย่างกับจะไปเล่นงิ้วแน่ะ ชักสนุกแล้วเว้ย

หลังจากทัวร์ครูก็พาไปห้องสอบ นักเรียนใหม่จะต้องสอบวัดความรู้ทุกคน เพื่อที่จะได้รู้ว่าตัวเองเหมาะสมกับห้องอะไร เราก็ไปสอบๆ กับเขา ข้อสอบส่วนใหญ่ก็จะเป็น grammar ทำไปก็งงไป พอเสร็จก็รู้ว่าตัวเองได้ไปอยู่ห้องpre- intermediate คือห้องระดับเกือบจะกลางนั่นเอง

ห้องเรียนที่นี่จะมีแบบ general class แบ่งเป็น 4 ระดับ

  1. BEGINNER
  2. PRE-INTERMEDIATE
  3. INTERMEDIATE
  4. UPPER-INTERMEDIATE หรือ ADVANCE

นอกจากนั้นก็ยังมี IELTS และ TOEFL สำหรับคนที่จะเตรียมสอบ ส่วนเรื่องการเรียนการสอนของ General class นั้นจะคล้ายๆ กัน แต่จะต่างกันที่ความยากง่าย เริ่มเรียน 09.00 -12.00 ช่วงเช้าจะเป็นส่วนของ grammar และ tense ต่างๆ ครูก็จะมีแบบฝึกหัดให้ทำ ใครไม่เข้าใจก็จะมาอธิบายให้ฟังตัวต่อตัว และยังให้แบบฝึกหัดเพิ่มอีกด้วย และสิ่งที่นักเรียนทุกคนใน general class ต้องทำคือเขียน Diary ประจำวัน แรกๆ ก็ไม่รู้จะเขียนอะไร เพราะทุกวันก็ทำเหมือนกัน ตื่นเช้ามา ไปเรียน กลับบ้าน ทำการบ้าน แล้วก็เข้านอน อาจจะมีอะไรให้เขียนมากหน่อยตอน weekend ไปเที่ยวต่างเมืองกับเพื่อนๆ

ตอนแรกเขียนสั้นมาก ประมาณ 4-5 บรรทัด ครูก็บอกว่ามันน้อยไป มีอยู่ครั้งหนึ่งสิ้นคิดมาก เขียนว่า same as yesterday เหมือนเมื่อวานนี้ แหะๆ โดนครูบ่นซะ หลังๆ เริ่มพัฒนา มีการใส่เรื่องอื่นๆ ลงไปด้วย แล้วก็แสดงความคิดเห็น ตัวอย่างเช่น วันนี้ไปดูหนังมา สนุกมาก เรื่องมันเป็นแบบนี้ แต่เสียดาย พระเอกไม่น่าตายเลย ครูไปดูมารึยังคะ อะไรแบบนี้ แล้วครูเค้าก็จะตอบเราทุกครั้ง มันทำให้การเขียน diary ของเราสนุกมากขึ้น เรียนไปเรียนมาชักสนิทกับครู กลายเป็นเพื่อนซี้กัน ก็เขียนเรื่องส่วนตัวซะเลย ปรึกษาเรื่องหัวใจก็มี นินทาคนอื่นก็มี อันนี้ไม่ดีนะนะ การเขียน diary นั้นจะทำให้ทักษะภาษาอังกฤษของเราพัฒนาขึ้น ไม่ว่าจะเป็น การคิด การเขียน คำศัพท์ ไวยากรณ์ และอีกอย่างเวลาที่เราเรียนจบแล้ว เราก็สามารถนำกลับมาอ่าน และคิดถึงเวลาเก่าๆ ทำให้เราได้แอบยิ้ม

ส่วนในช่วงบ่ายจะสนุกมาก เพราะจะเป็นการฝึกทักษะ ฟัง พูด ครูก็จะมีเกมมาให้เล่นบ้าง เอาเทปบทสนทนามาให้ฟัง แล้วถามคำถาม หรือบางทีก็ให้จับกลุ่มเล่นละคร แต่ละคนมาจากคนละที่ ต่างความคิด สำเนียงก็ไม่เหมือนกัน พูดถึงสำเนียง กับการออกเสียงแล้ว คนไทยจะมีปัญหาอยู่อย่างหนึ่งคือ ไม่ชอบออกเสียงตัวสุดท้ายของคำ เช่น cat คนไทยจะอ่านว่า แ-ค-ด แต่ฝรั่งเค้าจะออกว่า แ-ค-ท(เถอะ ) ออก t ตัวชัดมาก ไอ้เราก็พยายามจะพูดให้ชัดๆ แต่ก็ลำบากเหมือนกัน เพราะว่าพูดแบบนี้มาตั้งนานแล้ว แต่ก็ต้องทำให้ได้ ถ้าทำไม่ได้ เราก็ไม่ต่างอะไรกับพวกกะเหรี่ยงนั่นเองที่พูด ทาย ม่า ช๊า (ไทยไม่ชัด) ใครไม่อยากเป็นกะเหรี่ยงก็อย่าลืมนะ

แล้วเวลาอยู่ที่โรงเรียน ครูบอกเสมอเลยว่าให้พูดภาษาอังกฤษกับคนชาติเดียวกัน ขอบอกว่า ยากมาก มันรู้สึกอาย กระดากปากยังไงก็ไม่รู้ ที่สำคัญมันเม้าท์ได้ไม่เต็มที่ เวลาจะคุยกับเพื่อนทีก็ต้องมองซ้ายมองขวาให้ดี บางทีซวย กำลังเม้าท์เลยหันไปเจอครูอยู่ข้างหลัง ครูบอกว่าเมื่อกี้เธอพูดภาษาอังกฤษกันใช่ไหม แต่ทำไมฉันไม่เห็นเข้าใจเลยล่ะ พร้อมกับทำสายตาจิก และหน้าโหด วันนั้นเลยได้การบ้านกลับไปทำเพิ่มอีก จากนั้นก็เลยพยายามพูดภาษาอังกฤษกับคนไทยมากขึ้น เพราะขี้เกียจทำการบ้านเพิ่มนั่นเอง พอพูดบ่อยๆ มันก็จะชินไปเอง

หลังจากเรียน general ได้สักพักก็มีโอกาส ได้ไปเรียนห้อง IELTS โอ้ พระเจ้าจอจย์ มันยากมากๆ เรียนคนละอย่างกับgeneral โดยสิ้นเชิง เพราะคนที่จะมาเรียนห้องนี้คือคนที่จะไปสอบ ก็ไม่ต่างอะไรกับพวกติวเข้มก่อนสอบ entrance นั่นแหละ การสอบ IELTS แบ่งเป็นสี่อย่างคือ พูด (speaking), ฟัง (listening), อ่าน (reading) และเขียน (writing) วันจันทร์ถึงพฤหัสบดี จะฝึกฟัง อ่าน เขียน ฝึกฟังนี่ก็จะมี เทปให้ฟัง แล้วก็ตอบคำถามให้ทัน ส่วนการอ่านก็จะมีเนื้อเรื่องมาให้ แล้วก็ตอบคำถามจากเนื้อเรื่อง แต่ส่วนมากแล้วคำตอบมันจะไม่ได้อยู่ในเนื้อเรื่อง จะต้องเอามาวิเคราะห์อีกที แค่หาอย่างเดียวก็จะตายแล้ว ยังจะต้องมาวิเคราะห์อีก เฮ้อ ต่อมาก็การเขียน เค้าก็จะมีโจทย์มาให้เราก็ต้องเขียนอธิบายความคิดเห็นออกมาอย่างน้อยหนึ่งหน้ากระดาษ A4 คำถามส่วนมากก็จะมาจากสถานการณ์ในปัจจุบัน ครูแนะนำว่าให้อ่านหนังสือพิมพ์เยอะๆ ภาษาอังกฤษนะไม่ใช่ ไทยรัฐ ตัวอย่างคำถามที่เคยเจอก็มีอยู่ข้อนึง ถามว่า คุณคิดอย่างไรที่จะให้โสเภณีเป็นอาชีพที่ถูกกฎหมาย ? เป็นไง เจอแบบนี้เข้าไป ก็มึนสิคะ เวลาเขียน ครูสอนว่าจะต้องมี 3 ส่วน

  1. คำขึ้นต้นที่หน้าดี จูงใจผู้อ่าน
  2. เนื้อเรื่องที่น่าสนใจ
  3. สรุปที่กระชับ

และสิ่งที่สำคัญอีกสี่งนึงนั่นก็คือ คำศัพท์ ครูจะให้เราท่องศัพท์ใหม่ๆ อยู่เสมอ เพราะมันจะช่วยเราในทุกๆ ส่วนของการสอบ และส่วนสุดท้ายที่สนุกที่สุดของการสอบคือการพูด เวลาที่ไปสอบมันก็เหมือนกับการสัมภาษณ์นั่นเอง ตอนแรกก็จะให้แนะนำตัว แล้วเค้าก็จะถามคำถามเรา ในช่วงท้าย เค้าก็จะให้เราแสดงความคิดเห็น ช่วงนี้ต้องให้ได้ประมาณ 3-4 นาทีถึงจะดี ครูเค้าจะให้ฝึกโดยการให้คำถามเรามาล่วงหน้า ให้เราไปเตรียมคำตอบมา เวลาสอบ ครูเค้าก็จะอัดเทปเอาไว้ พอเสร็จครบทุกคน ก็จะมาไล่เปิดฟังทีละคน ก็คือการจับผิดนั่นเอง

ฟังตอนแรกๆ ขอบอกว่าอายมากๆๆ เสียงก็อุบาทว์แล้วยังพูดติดๆ ขัดๆ แถมผิดไวยากรณ์อีกตะหาก อายแทบแทรกแผ่นดินหนี แต่ก็คิดได้ว่าไม่เห็นต้องอายเลย ก็ไม่ใช่ภาษาเรานี่ ให้ฝรั่งมาพูดภาษาไทยบ้างจะได้เท่าเราไหม ว่าแล้วก็ยืดอกแบนๆ เชิดหน้าขึ้นมารับคำแนะนำ และแก้ไขข้อผิดพลาดจากครู

ก่อนจะกลับบ้านครูก็ไม่ลืมที่จะแจกการบ้านให้พวกเรา ขนาดคนที่ไม่มาเรียน ครูยังฝากเพื่อนไปให้ที่บ้านเลย คิดเหรอว่าหยุดเรียนแล้วจะรอด ไม่มีทาง แต่บางคนก็ไม่เคยคิดจะทำ เกิดมาเพื่อลอกอย่างเดียว สงสัยสมองคงฝ่อไปหมดแล้ว มาเรียนแต่เช้าเพื่อลอกการบ้าน เหมือนจะขยันเลย ในห้องตอนนั้นมีสองหนุ่มจีน คู่หูดูโอ้ ขี้เกียจเหมือนกัน เค้าตั้งใจเรียนกัน ไอ้สองคนนั่งวาดรูป กินขนม นั่งหลับก็มี การบ้านทำบ้าง ไม่ทำบ้าง มาเรียนกันแต่เช้าเพื่อลอกการบ้าน หันไปหันมาไม่เห็นใคร มันก็ยังจะลอกกันเอง

15.3.30 น. ได้เวลาเลิกเรียนแล้ว เย้ๆ ไปไหนกันดี เมืองที่อยู่เป็นเมืองเล็กไม่มีอะไรมากมาย ที่ประจำหลังเลิกเรียนของพวกเราจึงเป็นห้องสมุด ไปนั่งทำการบ้าน ไปนั่งคุยกัน บางคนก็ไปนั่งจีบกัน เห็นนะ แต่ต้องเบาๆ นะเกรงใจคนอื่นเค้า ฝรั่งเค้าไม่เหมือนคนไทย ถ้าเราทำอะไรผิดเค้าก็จะเดินมาว่าเลย นอกจากห้องสมุดแล้วก็ไปดูหนัง เดินเล่น กินกาแฟซักถ้วย แล้วค่อยกลับบ้าน ชีวิตก็จะเป็นแบบนี้แทบทุกวัน เรียบง่าย อาจจะดูน่าเบื่อสำหรับใครหลายๆ คน แต่ก็มีความสุขดี ต่างกับชีวิตที่แสนจะวุ่นวายในกรุงเทพฯ

โรงเรียนที่สอง Aoraki Polytechnic Timaru campus

พอเรียนภาษาจบคอร์สแล้วก็คิดๆ ว่าจะเอายังไงกับชีวิตดี จะกลับไทยเลยดีไหม หรือว่าจะอยู่ต่อ ถ้าจะอยู่ต่อคงต้องเรียนอะไรสักอย่างที่เป็นชิ้นเป็นอัน เลยปรึกษากับคุณพ่อคุณแม่ว่าเอายังไงดี สรุปกันได้ว่า ลองไปสอบเข้าดูถ้าได้ก็เรียนเลย

เอาวะสอบก็สอบ สอบข้อเขียน สอบสัมภาษณ์ สอบไอเอล แล้วในที่สุดก็ผ่านเข้าไปเรียนได้แบบฉิวเฉียดสุดๆ พอทางวิทยาลัยรับแล้ว พวกเราเหล่าบรรดานักเรียนต่างชาติก็ต้องไปเรียน Academic course เป็นเวลาหนึ่งเดือน ในห้องตอนนั้นก็มีรวมกันอยู่หลายเชื้อชาติเลย ไทย จีน ญี่ปุ่น อินเดีย รัสเซีย เกาหลี ทุกวันเราจะเริ่มเรียนกันเก้าโมงเช้า เลิกเรียนบ่ายสามโมงเย็น

อาจารย์ก็จะสอนวิธีการเรียนร่วมกับฝรั่ง วิธีการคิด การทำรายงาน วิธีการสรุปจับใจความ และวิธีเอาตัวรอดในสถานการณ์ฉุกเฉินต่างๆ เช่น ถ้าฟังอาจารย์ไม่รู้เรื่องจะทำยังไง ตามประสาคนไทยเราก็คงจะ yes, yes แล้วก็ยิ้มแบบนํ้าตาตกใน อาจารย์พูดไรวะ

สรุปว่าการเรียนร่วมกับฝรั่งนั้นต้องใจกล้า บวกหน้าด้าน กล้าถามกล้าตอบ ห้ามอาย ถ้ามัวแต่ก้มหน้าก้มตา ก็จะเรียนไม่รู้เรื่องนะค๊า

*** ตอนต่อไปจะมาเม้าท์เพื่อนๆ ให้ฟังกันค่า

ประสบการณ์มาเต็มแบบนี้ รับเสียงปรบมือจากเราไปเล้ย แปะๆๆ !!

ระดับความสนุก: ✩✩✩✩✩
เครดิต: www.facebook.com/plaifahgallery


ชอบ บทความ มัชรูมทราเวล ทำไงดี…?
1.กดแชร์ต่อ ให้เพื่อนอ่านบ้าง
2. คลิก Like และ ติดตามเราได้ที่ Facebook

www.facebook.com/mushroomtravel/

นิวซีแลนด์ ..ลุยเดี่ยว เรียน เที่ยว ทำงาน ตอนที่ 4 was last modified: May 27th, 2022 by Editor.Mushroom Travel
Exit mobile version