Mushroom Travel

สวิส อิตาลี (Swiss – Italy) 10 วัน กินเอง เที่ยวเอง เต็มอิ่มตาม Route ยอดนิยม ตอนที่ 2

มาตอนกันตอนที่ 2 กับรีวิวเที่ยวจาก Guest สุดพิเศษ ไปลุย เที่ยว สวิส อิตาลี ด้วยตัวเอง กันต่อเลยจ้า ส่วนใครยังไม่ได้ชมตอนแรก คลิกได้ที่ ตอนที่ 1


สวิส อิตาลี (Swiss – Italy) 10 วัน กินเอง เที่ยวเอง เต็มอิ่มตาม Route ยอดนิยม ตอนที่ 2

Day 6 : Venice – Florence

San Macro (Saint Mark’s Basillica)

เป็นโบสถ์นิกายโรมมันคาทอลิค สร้างขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 823 แต่ได้รับการเสกเมืองปี ค.ศ. 1094 ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่บริเวณ Piazza San Marco
ซึ่งในบริเวณนี้ก็จะมี Doge’s Palace ซึ่งเป็นพระราชวังที่อยู่ฝั่งริมน้ำ ด้านในประดับด้วยทองคำ ส่วนชั้นใต้ดินก็จะเป็นคุกด้วย
รวมถึงสะพาน Ponte della Paglia ซึ่งเป็นสะพานที่สร้างจากหิน ที่เก่าแก่ที่สุดของเวนิส เมื่อปี 1847 และเป็นมุมที่จะเห็นสะพาน Ponte dei Sospiri

เป็นสะพานที่หลายคนเรียกว่า สะพานถอนหายใจ เพราะที่เชื่อมระหว่างศาลของพระราชวังและคุก อีกสะพานที่นักท่องเที่ยว นิยมมาถ่ายรูปเยอะที่สุดในเวนิส ก็คือ Ponte di Rialto สะพานที่ใช้ข้าม Grand Canal ใช้เชื่อมระหว่างเกาะ San Marco และ San Polo เมื่อแรกสร้างเป็นสะพานไม้
แต่ต่อมาก็เปลี่ยนเป็นสะพานแบบหินครับ

 Aurora Caffe’ (San Marco – Venice) 

ร้านอยู่ตรง San Macro สถานที่ท่องเที่ยวหลักของ Venice ที่เวลาใคร มายุโรป ก็ต้องมาเยือนที่นี่ ผมก็แวะมาแล้วปวดท้อง
เลยถามคนขับเรือว่าเข้าห้องน้ำที่ไหนได้บ้าง เค้าเลยบอกว่าให้เข้าบาร์ หรือร้านอาหาร แล้วขอเข้าห้องน้ำได้ ผมเลยเดินเลือกร้านนิดหน่อย
จนมาจบที่ร้านนี้ เพราะหน้าร้านจะมีโต๊ะนั่งอบู่บนลานของ Piazza San Marco และเห็นวิวของ San Marco ชัดเจนด้วย

 GROM (Venice) 

จริงๆร้านไอศครีมทั้งอิตาลี หรือแม้แต่ในเวนิสเองก็มีเยอะมากๆ แทบจะทุกตรอก ซอก ซอยที่เดินผ่านเลยครับ ผมลองไปหลายร้าน
แต่ก็เก็บท้องไว้ลองร้านนี้ด้วย ร้านนี้อยู่ในสถานีรถไฟ Venice เลย เป็นร้านที่คนรุมซื้อพอสมควรเลยถ้าใคร มายุโรป ห้ามพลาด

เดินทางจาก Venice – Florence

ผมจองนั่งรถไฟจาก Venice ไป Florence รอบ 16:25 ถึง Florence ประมาณ 18:30 ค่าตั๋วคนละ €29.90 (1,095 บาท) จองจากเมืองไทย

 Hotel Delle Nazioni

โรงแรมอยู่ข้างๆ สถานี Florence เดิน 5 นาทีก็ถึงแล้ว ที่พักเป็น Apartment สำหรับ 4 คน อยู่บนชั้น A ซึ่งเป็นชั้นลอยของโรงแรม
มีครัวพร้อมเตา และไมโครเวฟ พร้อมจาน ชาม ไว้ทำกับข้าวได้สบายเลย อาหารเช้าของโรงแรมแบบง่ายๆ
ค่าที่พักคืนละ €169.15 (6,198บาท) ต้องจ่ายค่า City Tax เพิ่มอีกคนละ €3.50 (128 บาท) ต่อคน ต่อคืน
รวมแล้วสำหรับ 4 คนคือ €183.15 (6,712 บาท)

Day 7 : Florence – Pisa

คื่นแต่เช้ารีบทานข้าวเช้าแบบเบาๆ แล้วเดินมาสถานี ซื้อตั๋วรถไฟไป Pisa ที่ตู้ซื้อตั๋ว เลือกแบบ Single Ticket คนละ €8.40 (307 บาท)
ซื้อเสร็จแล้วต้องมา Validate ตั๋วที่ตู้ ตรง Platform ด้วย ไม่อย่างนั้นตั๋วจะใช้ไม่ได้ (ในกรณีที่มี Inspector ขึ้นมาตรวจตั๋ว)
ผมนั่งไปลงสถานียอดนิยมคือ Pisa Central ซึ่งจริงๆ แล้วสามารถลงได้ 2 สถานี เพราะใกล้พอๆกัน
ระหว่างทางก็มีร้านค้าที่คอยดูดเงินนักท่องเที่ยวมากมาย รวมถึงรองเท้า Adidas ที่คนไทยปั่นราคากันมากมาย ก็ถูกกว่าเมืองไทยด้วยครับ

 Pisa 

เป็นอีกที่เที่ยวสำคัญที่นักท่องเที่ยว มายุโรป นิยมเดินทางมาชมความงาม ซึ่งหอเอน ตั้งอยู่ที่เมืองปิซา ในจัตุรัสเปียซซา เดล ดูโอโม (Piazza Del Duomo)  เป็นหอระฆังของศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก เป็นหอทรงกระบอก 8 ชั้น สร้างด้วยหินอ่อนสีขาว สูง 183.3 ฟุต (55.86 เมตร) มีบันได 293 ขั้น              เอียง 3.97 องศา
ยอดของหอห่างจากแนวตั้งฉาก 3.9 เมตร และในปีค.ศ.1987 หอเอนเมืองปิซาถูกประกาศให้เป็นมรดกโลก โดยเป็นส่วนหนึ่งของ Piazza Dei Miracoli
หอเอนเมืองปิซายังเป็น 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคกลางอีกด้วย โดยใช้เวลาสร้างทั้งหมด 177 ปี และที่เด่นก็คือ การทดลองกฏแรงโน้มถ่วงโลก โดยกาลิเลโอ นอกจากหอเอนแล้วในบริเวณเดียวกันก็จะมี Duomo of Santa Maria Assunta และหอศีลจุ่ม Baptistry of St. John

 The Mall Outlet

ออกจาก Pisa ซื้อตั๋วกลับไป Florence อีกคนละ €8.40 (307 บาท) เพื่อจะต่อรถ Bus ไป The Mall Outlet ซึ่งเป็นอีกหนึ่งโปรแกรมที่ถูกใจชาวหัวดำอย่างเรามาก
คือไป Shopping ที่ The Mall Luxury Outlet สถานีรถ Bus ถ้าหันหน้าเข้าสถานีรถไฟ เดินออกมาทางซ้าย เข้าซอยมานิดเดียว ประมาณ 2 นาที
ก็จะเจอสถานีรถ Bus จะอยู่ด้านขวา ก็เข้ามาซื้อตั๋วไป-กลับ The Mall Outlet คนละ €13 (476 บาท) แล้วก็มารอเวลารถออกที่ Platform 10

 Gucci Caffe 

Shopping เรียบร้อย ก็แวะทานกาแฟ ที่ร้าน Gucci Caffe อยู่ชั้น 2 ของช้อป GUCCI ใน The Mall Luxury Outlet ครับ แต่ต้องผ่านทะลุช้อป
แล้วกดลิฟต์ไปชั้น 2 นะครับ ใครมาช้อปแล้วเดินเหนื่อย ก็แวะขึ้นมาทานเค้ก และเครื่องดื่มด้านบนได้เลย มีห้องน้ำบริการด้วย

Day 8 : Florence – Rome

วันนี้มีเวลาครึ่งวันใน Florence เท่านั้น เลยเดินเล่นไป Duomo Di Firenze (Florence Cathedral) (Cathedral of Santa Maria del Fiore)
ซึ่งอยู่ใกล้ๆ กับสถานีรถไฟเลย ใช้เวลาเดินก็ 10-15 นาทีเท่านั้น เดินเล่นไปเรื่อยๆ ผ่านรูปปั้น David ไปโผล่ริมน้ำ

 Pizzaaglio

ร้านอาหารจีนใกล้สถานีรถไฟ Florence ที่มีชื่อไม่ใช่จีน แต่ร้านนี้ก็ขายทั้งอาหารจีน และอาหารอิตาเลี่ยน แต่ผมมาลองอาหารจีนดีกว่า
เพราะอยากทานอะไรร้อนๆหน่อยรสชาติอาหารรวมๆก็กลางๆ ทานง่ายครับ ได้ทานซุปอะไรร้อนๆ ก็โอเค ราคาก็ถูกดีครับ ประหยัดไปอีกมื้อ

 Hotel Scott 

โรงแรมอยู่ด้านข้างๆ สถานี Roma Termini เลยครับ เป็นโรงแรม 3 ดาว อยู่บนตึก ซึ่งตึกนึ้ก็มีอยู่หลายโรงแรมเลย ของ Hotel Scott
ซึ่งมีห้องทั้งหมด 34 ห้อง ลิฟต์เป็นแบบโบราณ และเล็กมากๆ กดลิฟต์ขึ้นมาชั้น 4 ก็เจอ Reception เลือกเช็คอินได้เลย
ห้องผมเลือกเป็นแบบนอน 4 คน ห้องเล็กมากๆ อึดอัดสุดๆวางกระเป๋าเดินทาง 4 ใบวางแบบกางออกไม่ได้เลย แน่นจริงๆ
อาหารเช้าของโรงแรมก็เหมือนๆเดิม มีไข่ต้ม แฮม ขนมปัง โยเกิร์ต ทานให้พอรองท้อง เพื่อไปจัดมื้อหนักข้างนอกดีกว่าครับ
ราคาต่อห้องต่อคืนประมาณ €200 (7,300 บาท) รวม City Tax แล้ว โรงแรมนี้เป็นโรงแรมที่ประทับใจน้อยที่สุดตลอดทั้งทริปนี้เลย

Day 9 : ROME

ตื่นมาก็หาร้านสะดวกซื้อ เพื่อซื้อ Roma Pass 48 Hrs คนละ€28 (1,029 บาท) ก่อนเลย เอาไว้สำหรับรถเมล์ รถไฟ
ที่สามารถใช้ได้ตลอด 48 ชั่วโมง รวมถึงสามารถเอามาผ่านประตูของ Colosseum & Roman Forum ได้ด้วย

Colosseum 

มา เที่ยว ส วิ ส อิตาลี ด้วย ตัว เอง มากรุงโรมแล้วต้องมา Coloseum ให้ได้ เพราะไม่อย่างนั้นก็เหมือนมาไม่ถึง การเดินทางจากสถานี Termini นั้นง่ายมากๆ  ให้นั่ง Subwayสายสีน้ำเงิน (B) มา 2 สถานี แล้วมาลงที่สถานี Colosseo ออกจากสถานีก็จะเห็น Colosseum ตั้งเด่นเป็นสง่าเลยครับ
ใช้บัตร Roma Pass 48 Hrs แล้วไม่ต้องต่อคิวยาวเหมือนคนอื่นๆ นะครับ เพราะจะมีแถวพิเศษ (ซึ่งแถวนี้สำหรับผู้ถือบัตร Roma Pass หรือ Groupใหญ่
ที่ทำการจองล่วงหน้าเข้าเท่านั้น) เที่ยว ส วิ ส อิตาลี ด้วย ตัว เอง ครั้งนี้ใครมาก็แนะนำให้ซื้อไว้เลยครับ สะดวกจริงๆ

Ristorante Cinese Ni Hao e Giapponese 

ร้านอาหารจีน + ญี่ปุ่น ร้านอยู่ใกล้นครรัฐวาติกัน ร้านค่อนข้างใหญ่ และมีทัวร์มาลงด้วย ที่ร้านมีบริการแบบบุฟเฟ่ต์ด้วย อยู่ที่คนละ €16.50

 St. Peter’s Basilica (Vatican) 

วันที่ผมไปจะเป็นวัน Easter พอดี ทาง Vatican ก็ปิด ไม่ให้เข้าชมเลยครับ เข้าได้แต่ตัว Vatican Museum

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

 Roman Forum, Altar of the Fatherland

ตอนเย็นหลังเสร็จจาก Vatican Museum แล้วยังพอมีเวลา เลยนั่งรถไฟกลับมาที่สถานี Coloseo เพื่อเข้า Roman Forum โดยใช้บัตร Roma Pass ได้เลย ไม่ต้องจ่ายเพิ่มแล้ว ตอนเย็นไม่มีคิวเลยครับ เพราะเค้าปิด 19:00 ผมมีเวลาใน Roman Forum ประมาณชั่วโมงครึ่งครับ ด้านในก็จะมีซากปรักหักพัง
พอให้เห็นอดีตแห่งความรุ่งเรือง ของอาณาจักรโรมันในอดีตได้อยู่ครับ

มาถึง Day 10 : ROME สำหรับ เที่ยว ส วิ ส อิตาลี ด้วย ตัว เอง ครั้งสุดท้ายแล้ว 

เริ่มต้นวันด้วยการนั่งรถบัส ซึ่งสถานีอยู่หน้าสถานีรถไฟ มีหมายเลขรถบัส และ Platform บอกละเอียดเลย ผมนั่งสาย 64 Platform H
เพื่อไปลงที่สถานี C.So Victorio Emmanuele สายนี้คนขึ้นเยอะมากๆครับ รถแน่นเอี้ยดเลย ผมมาลงที่สถานีนี้เพราะว่าจะไปที่ Sant’Agnese in Agone
ที่อยู่ตรง Piazza Navona เริ่มสร้างตั้งแต่ปี 1652 ซึ่งเป็นโบสถ์แบบ Baroque

Trevi Fountain 

จาก Pantheon เดินเล่นๆอากาศสบายๆ มาประมาณ 650 เมตรก็จะถึง น้ำพุเทรวี่ ชื่อเทรวี่ (Trevi) มาจากคำภาษาอิตาเลียน Tre vie 
น้ำพุแห่งนี้สร้างตรงจุดเชื่อมต่อของถนน 3 สาย และเป็นจุดปลายทางของท่อส่งน้ำ (Aqueduct) ที่มีชื่อว่า “Aqua Virgo” ซึ่งเป็นท่อส่งน้ำ
ที่เก่าแก่ที่สุดอันหนึ่งของกรุงโรม และยังเป็นน้ำพุที่ใหญ่ที่สุดในกรุงโรม เป็นศิลปะแบบบารอค (Baroque)

ขากลับเข้า Airport 

เปลี่ยนจากนั่งรถไฟ มานั่งรถบัสแทนครับ เพราะประหยัดหว่า ท่ารถที่ขึ้นก็อยู่ด้านข้างสถานี Termini เลย มีป้ายบอกชัดเจน ทีนี้ก็ดูว่าเราไปสนามบินไหน
ซึ่งถ้ากลับไทย หลักๆก็ Fiumicino ครับ
ค่าโดยสารคนละ €5.90 (218 บาท) คนเยอะพอสมควร รถออกตามรอบนะครับ ใช้เวลาประมาณ 40-45 นาที เค้าจะมาส่งที่ Terminal 3 นะครับ
ใครขึ้นที่ Terminal 1 ก็เดินย้อนขึ้นไป

จบทริปแบบเหนื่อยๆ สนุกๆครับ เต็มอิ่มมากๆ มีทั้งประทับใจ และไม่ประทับใจ แต่โดยรวมแล้วก็โอเคครับ ค่าใช้จ่ายทั้งหมด
สรุปค่าใช่จ่ายสำหรับ เที่ยว ส วิ ส อิตาลี ด้วย ตัว เอง รวมค่าตั๋วเครื่องบิน ตั๋วรถไฟ ค่าเดินทาง ค่าที่พัก ค่าอาหารทุกมื้อ (ไม่รวมของ Shopping)
รวมแล้วคนแล้วประมาณคนละ 90,000+ ครับ
– ผมเดินทางกัน 4 คน หาที่พีกที่เป็นห้อง 4 คนเป็นหลัก ยกเว้นที่ Venice ที่เป็นห้อง 2 คนครับ ค่าที่พักเฉลี่ยตกคนละ 2,000 ต่อคืน ต่อคนครับ
– ค่าอาหารเน้นทานทุกร้าน ทุกเมนูที่อยากทาน ค่าอาหารในอิตาลี ถูกกว่าที่สวิสมาก
– ที่พักที่ประทับใจที่สุดเป็น Hotel Fox ที่ Lucern ครับ ประทับใจน้อยที่สุดเป็น Scott Hotel ที่ Rome
– ร้านไอศครีมที่ชอบที่สุดจะมี 2 ร้านคือร้าน GROM และ Venchi
– 2 ประเทศ โดยส่วนตัวผมชอบสวิสมากกว่า ทั้งผู้คน ทั้งบ้านเมือง แต่อิตาลี่ก็มีเสน่ห์ทางด้านศิลปะ วัฒนธรรมที่น่าทึ่งมากๆ
– ที่อิตาลี่ คนจะสูบบุหรี่ทุกที่ที่ไป แม้กระทั่งร้านอาหาร ใครไม่สูบบุหรี่ อาจจะรำคาญใจนิดนึงครับ
– ค่าเข้าห้องน้ำ ส่วนตัวจะเป็นคนดื่มน้ำเยอะ และเข้าห้องน้ำบ่อยครับ
แต่ทั้งทริปนี้ทั้งสวิส และอิตาลี โดนไปครั้งละ 1-2 CHF หรือ Euro รวมๆแล้วของผมคนเดียวก็ประมาณ 700-800 บาทได้ครับ

รูปประตูบ้านใน Rome ที่ผมรวบรวมเล่นๆไว้ครับ 

ขอบคุณรีวิวสวยๆ จาก Guest สุดพิเศษ คุณ deaw_danai_sup จากกระทู้ “[CR] สวิส อิตาลี (Swiss – Italy) 10 วัน กินเอง เที่ยวเอง เต็มอิ่มตาม Route ยอดนิยม พร้อมราคาทุกอย่าง” ที่มามอบประสบการณ์จัดเต็มแบบนี้ รับเสียงปรบมือจากเราไปเล้ย !!
ระดับความน่าไป : ✩✩✩✩✩
พูดคุยกับ Guest ได้ที่ : http://www.facebook.com/LetsEatThailand


ชอบ บทความ มัชรูมทราเวล ทำไงดี…?

1.กดแชร์ต่อ ให้เพื่อนอ่านบ้าง
2. คลิก Like และ ติดตามเราได้ที่ Facebook www.facebook.com/mushroomtravel/

—————

Mushroom Travel มีโปรแกรม ทัวร์ยุโรป ให้เลือกมากที่สุด
โทร. 02-105-6234 (30 คู่สาย)
CustomerService@Mushroomtravel.com
Line id : @mushroomtravel

สวิส อิตาลี (Swiss – Italy) 10 วัน กินเอง เที่ยวเอง เต็มอิ่มตาม Route ยอดนิยม ตอนที่ 2 was last modified: March 24th, 2020 by Editor.Mushroom Travel
Exit mobile version