Mushroom Travel

สวิส อิตาลี – แพลนเอง ไปกันเอง 14วัน 11คืน (part Switzerland)

ครั้งนี้มัชรูมทราเวลได้รับเกียรติจาก Guest สุดพิเศษ ที่จะมาบอกเล่าประสบการณ์ รีวิว เที่ยว สวิส อิตาลี 14 วัน แบบแพลนเที่ยวด้วยตัวเอง น่าสนุกและไม่ได้ยากเท่าที่คิด ตามไปชมเลยค่ะ


สวิส อิตาลี – แพลนเอง ไปกันเอง 14วัน 11คืน (part Switzerland)

สวิตเซอร์แลนด์ สวยดั่งแดน สรวงสวรรค์
ราวกับฝัน ท่องไป ในยอดเขา
อิตาลี ก็น่าสน ไม่ใช่เบา
เลยจับเอา สองเมือง มารวมกัน
เมืองสวิสฯ เรียกว่าหลัง คายุโรป
เพราะถูกโอบ ล้อมด้วย เขาสูงชัน
แมทเทอฮอรน จุงเฟรา ชิลทอนนั้น
รีบไปพลัน ประทับใจ ไม่ลืมเลือน
อิตาลี งดงามที่ สิ่งก่อสร้าง
สวยตาค้าง อลังการ น่าไปเยือน
เที่ยวเวนิส ฟลอเรนซ์-โรม ชมบ้านเรือน
แชร์ให้เพื่อน ที่สนใจ ได้ติดตาม

ผมเชื่อว่าเราทุกคนย่อมมีสถานที่หรือประเทศที่อยากไปเที่ยวซักครั้งในชีวิต (อาจจะที่เดียวหรือหลายๆที่) สถานที่ในลิสของผมและภรรยามีเยอะครับ พวกเราสนุกที่ได้เดินทางไปสถานที่ต่างๆ ประเทศต่างๆ สัมผัสภาษาและวัฒนธรรมที่ไม่เหมือนบ้านเรา พวกเราใช้เวลาช่วงสงกรานต์ของทุกๆปีเป็นหลักเพราะเป็นช่วงที่เราจะลาได้ยาวที่สุดโดยใช้วันลาน้อยที่สุด

สวิส อิตาลี เป็นหนึ่งในสถานที่ในฝันของพวกเรา ด้วยที่สองประเทศนี้อยู่ติดกันครับผมก็เลยวางแผนเที่ยวไปพร้อมๆกันซะเลย สวิส อิตาลี อยู่ในเขตเชงเก้นก็เลยประหยัดค่าวีซ่าไปด้วยครับ ขอทีเดียวเที่ยวได้ทั่วเลย (ปีที่แล้วไปอังกฤษ-ฝรั่งเศส ต้องขอวีซ่าสองที่)
หลังจากติดตามราคาตั๋วอยู่ได้สักพัก ผมก็ได้ตั๋วเครื่องบิน Multi city แบบแวะสิงคโปร์ กรุงเทพ-ซูริค โรม-กรุงเทพ มาได้ในราคาที่พอใจ (อันนี้ผมซื้อตั๋วก่อนยื่นวีซ่านะครับ อยากได้ตั๋วถูกก็ต้องซื้อล่วงหน้าเอาครับ)

ทีนี้ตอนขอวีซ่าก็ขึ้นกับว่าเราอยู่ประเทศไหนนานที่สุด ก็ไปขอวีซ่าเชงเก้นจากประเทศนั้นๆ ของผมอยู่อิตาลีนานกว่าก็ไปขอจากสถานทูตอิตาลีครับ รายละเอียดการขอวีซ่าผมข้ามไปเลยนะครับ น่าจะหาอ่านได้จากกระทู้ใน Pantip ได้อยู่แล้ว ยืนยันว่าถึงวีซ่าอิตาลีจะขอเอกสารเยอะ แต่ถ้าเตรียมตัวดีๆ ก็ไม่น่ากังวลครับ ผมยื่นอาทิตย์แรกของเดือนมกราคม ที่เดียวผ่านและรออีก 2 วันได้เล่มคืนแล้วครับ

ซิมการ์ด

ผมใช้ Sim2fly ของ AIS ครับ ทีแรกตอนวางแผนทริปนี้ก็นึกว่าจะไม่ได้ใช้ซะแล้ว เพราะเค้ายังไม่มีให้บริการในสวิส แต่มาเช็คอีกทีเค้าเพิ่มสวิสเข้ามาแล้ว เลยขอจัดซะหน่อย 14 วัน 899 บาท ใช้งานได้ 15 วัน ใช้เนตได้ 3GB ที่ความเร็วสูงสุด(แต่เท่าไรไม่รู้) หลังจากครบ 3GB ความเร็วจะลดลงเหลือ 128 Kbps. ใครเดินทางประมาณ 15 วันแล้วไปมากกว่า 1 ประเทศ แนะนำ Sim2Fly คุ้มค่ามากครับ

มีข้อตินิดนึงในส่วนของอิตาลี ผมส่งรูปหรือโพสต์รูปผ่าน social media ทุกอย่างไม่ได้เลยแต่อินเตอร์เนตปกติ ไม่รู้เป็นเพราะอะไรเหมือนกัน

การเดินทางในสวิส

พวกเราใช้รถไฟเป็นส่วนใหญ่ ทีแรกคำนวณแล้วซื้อเป็น Half Fare card จะถูกกว่าซื้อ Swiss pass แบบ 4 วัน. แต่ต้องแลกกับการซื้อตั๋วทุกเที่ยวการเดินทาง แต่ปรากฎว่ามีโปรโมชั่นลด 30% ของ Swiss pass จากเว็บ RailEuroipe อันนี้ต้องขอบคุณเพจ ChangTrixget สำหรับข้อมูลดีๆ เลยได้สอย Swiss pass มาแทนครับ โชคดีจริงๆ แต่ราคาเต็มของ Swiss pass จาก RailEurope แพงกว่าราคาปกติอยู่เล็กน้อย แต่ได้ลดตั้ง 30% ยังไงก็คุ้มกว่า

ถ้า มาสวิส แล้ววางแผนนั่งรถไฟบ่อยๆ แนะนำให้โหลดแอพ SBB ไว้ครับ นอกจากจะใช้วางแผนการเดินทางได้แล้ว ยังบอกได้ว่ารถไฟลงชานชาลาไหน ต้องต่อชานชาลาไหนด้วย ไม่ต้องเสียเวลามองหาชานชาลาและรู้เวลาของขบวนต่อไปล่วงหน้า

การเดินทางในอิตาลี

คำนวณแล้วซื้อ pass ไม่คุ้มเลยวางแผนซื้อเป็นเที่ยวๆ เอา ถ้าเป็นระหว่างเมืองใหญ่ๆ Milan-Venice-Florence-Rome ผมซื้อรถไฟล่วงหน้าเอาครับ (นั่งทั้งของ Trenitalia กับ Italo เลย อันไหนราคาถูกก็ซื้อเจ้านั้น) ซื้อล่วงหน้าได้ 4 เดือนเลย ถ้ามาซื้อใกล้ๆวันเดินทางจะแพงครับ ราคาอาจจะแพงกว่ากันถึง 3 เท่าได้ แนะนำว่าถ้าวางแผนชัวร์ๆแล้ว ซื้อล่วงหน้าไปเลยครับจะได้ประหยัด แต่ถ้านั่งใกล้ๆ เช่น Florence-Pisa ซื้อล่วงหน้าก็ราคาเท่ากัน ก็เลยไปซื้อเอาที่สถานีตอนจะเดินทางแทนครับ
ผมใช้แอพ Trenit เช็ครอบรถไฟอิตาลีครับ ตอนซื้อตั๋วผมก็เช็คราคาจากเว็บนี้ เพราะมีทั้งของ TrenItalia และ Italo แสดง ทำให้เทียบราคาง่าย นอกจากนี้ยังใช้เช็ครอบรถไฟ local ที่เดินทางไป Pisa กับ Cinque Terre ได้ด้วย

ที่พัก

ผมจองล่วงหน้าตั้งแต่ได้ตั๋วเครื่องบินมาครับ แต่เลือกแบบยกเลิกได้เอาไว้ สุดท้ายก็ไม่ได้ยกเลิกเลยเพราะหาที่ถูกกว่าไม่ได้ 555+ ผมใช้ TripAdvisor ดูรีวิวและเช็คราคาเป็นส่วนใหญ่ เว็บไหนถูกก็จองกับเว็บนั้นครับ เน้นจองที่พักที่ใกล้สถานีรถไฟเป็นหลักครับ แบบเดินราวๆ 5-10 นาที จะได้ไม่ต้องลากกระเป๋าขึ้นลงใต้ดินหรือรถเมล์อีกรอบ หัวข้อกระทู้บอก 14 วันก็จริงแต่นับแบบบริษัททัวร์ครับคือรวมวันเดินทางไปด้วย ถ้าวันเที่ยวจริงๆก็ 12 วันครับ (วันที่12 จริงๆก็ไม่ได้ไปไหน เดินทางไปสนามบินละ) ถ้าอยากรู้ว่าผมไปไหนบ้าง … รายละเอียดทริปคร่าวๆ ตามแผน ดังนี้เลยครับ ออกตัวก่อนนะครับว่า เราทั้งคู่ค้นพบตัวเองว่าไม่ใช่สายศิลปะรูปปั้น ภาพวาดอะไรพวกนั้น ฉะนั้นก็จะไม่เน้นเข้า Gallery นะครับ

วันที่1 Bangkok-Singapore-Zurich
วันที่2 ถึงสนามบิน Zurich เดินทางไป Lucerne
วันที่3 ไป Titlis ไม่ก็ Rigi แล้วแต่สภาพอากาศ
วันที่4 ไป Jungfrau หรือ Zermatt แล้วแต่อากาศ แบคอัพเป็น Lake Thun กับ Bern
วันที่5 ไป Zermatt หรือ Jungfrau แล้วแค่อากาศ แบคอัพเป็น Lake Thun กับ Bern
วันที่6 ไปเวนิส แวะมิลาน
วันที่7 เดินเล่นเวนิส Burano+San Marco
วันที่8 ไป Florence เดินเล่นในเมือง
วันที่9 ไป Cinque Terre
วันที่10 ไป San Gimignano+Siena
วันที่11 ไป Rome เริ่มที่ Colosseum กับ เดินเล่นในเมือง
วันที่12 เที่ยว Vatican และเก็บตกที่เหลือ
วันที่13 Rome-Singapore-Bangkok
วันที่14 ถึงบ้าน

มาดูกันว่าของจริง พวกเราทำได้ตามแผนมั้ย

วันที่1: Bangkok – Zurich ผ่าน Singapore ด้วยสายการบิน Singapore airlines (คนละ 21,610 บาท) ภรรยาผมมีซื้อของ King power ที่สนามบินด้วยครับ แต่เราเลือกรับของตอนที่กลับมาเพราะสินค้าเป็นของเหลวปริมาตรมากกว่า 100ml ซึ่งจะไม่สามารถผ่านขึ้นเครื่องที่สิงคโปร์ได้ ใครที่ต่อเครื่องแล้วจะซื้อของเหลวจากสนามบินต้องเช็คแต่ละสนามบินก่อนนะครับว่าของเหลวผ่านได้หรือเปล่า และเนื่องจากเวลา Transit มีแค่ 1 ชั่วโมง เลยตื่นเต้นเล็กน้อยก่อนเดินทางกลัวว่าถ้าดีเลย์จากกรุงเทพฯ อาจจะต่อเครื่องไม่ทันได้

สุดท้ายก็ทันครับเพราะเครื่องที่จะไป Zurich ดีเลย์ ระหว่างนั่งรอเครื่องออกกัปตันประกาศขอโทษที่ดีเลย์เพราะต้องรอผู้โดยสารที่ทรานสิทมา เลยคิดว่าถ้าไฟล์ทจากกรุงเทพไม่ดีเลย์แบบมโหฬารยังไงก็ได้ไปครับ
จากสิงคโปร์นั่งยาวเลยครับ 13 ชั่วโมง เมื่อยก้นกันสุดๆ

ความเห็นส่วนผมคิดว่านั่งแบบนี้ดีกว่าปีที่แล้วที่ต้องเปลี่ยนเครื่องที่โดฮา เพราะอันนี้นั่งยาวเลยได้พักผ่อนได้ต่อเนื่องกว่าครับ

วันที่2: ถึงสนามบิน Zurich เดินทางไปที่ Luzern เลย จริงๆ ตอนวางแผนผมลังเลว่าจะแวะเมือง Zurich ก่อนดีมั้ยแต่วันนี้เป็นวันแรกที่ลงเครื่องมากลัวจะเหนื่อยไป เพราะปีที่แล้วตอนไปลอนดอนวันแรกที่ลงเครื่องนี่ง่วงนอนตั้งแต่ 4-5 โมงเย็น เลยตัดสินใจว่าไปแค่ Lucerne ดีกว่า ถ้าเดินเล่นเหนื่อยก็เข้าที่พักนอนได้เลย ค่ารถไฟจากสนามบิน 30 CHF วันนี้ยังไม่ได้ใช้ Swiss pass ครับผมเลือกให้เริ่มใช้พรุ่งนี้

จากสถานีรถไฟในสนามบินอย่าลืมซื้อตั๋วกันก่อนนะครับ ทางลงไปชานชาลารถไฟมันไม่มีที่ตรวจตั๋ว ตอนแรกผมก็ลากๆกระเป๋าตามป้ายลงไปถึงชานชาลาถึงรู้ว่าไม่มีที่ขายตั๋ว พักที่ Boutique Hotel Weisses Kreuz อยู่โซนเมืองเก่า เลยต้องลากกระเป๋าผ่านทางเดินหินด้วยความทรมาน แต่ดีตรงที่อยู่ใกล้สะพานไม้มาก ไปฝากกระเป๋าแล้วเดินเล่นในเมืองต่อ (คืนละ 143 CHF ไม่มีอาหารเช้า รวมภาษีเมืองเป็น 151CHF แพงสุดในทริปนี้เลย T^T) กลับมาเช็คอินตอนบ่ายสอง จนท.บอกได้อัพเกรดฟรีเป็นห้อง Suite ยิ้ม ดีจริงๆ นี่หละที่ต้องการ ได้เวลาเข้าห้องและ enjoy กับห้องแล้วหลังจากเดินทางเหนื่อยมาทั้งวัน ตอนเย็นออกไปเดินเล่นอีกรอบหาซื้ออะไรมากิน ไม่ได้รอถ่ายรูปสะพานตอนกลางคืนเพราะเหนื่อย อากาศไม่ค่อยเป็นใจให้ถ่ายรูปเท่าไร ฟ้าหม่นๆ แดดออกบ้างหุบบ้างมีแอบฝนตกตอนมาถึงด้วยกลางวันไม่ได้กิน ตกเย็นเลยซัดมาม่าที่เอาไปกับแซนวิซลด 50% จาก COOP

วันที่3: ตามแผนจะเช็คเอาท์ ฝากกระเป๋าแล้วไป Titlis หรือไม่ก็ Rigi (ไป Rigi นั้นรวมใน Swiss Pass แล้วและได้นั่งเรือด้วย) แล้วค่อยนั่งรถไฟไป Interlaken

วันนี้เช็ค Live cam แล้วอากาศไม่ดีเลยมีแต่หมอกทั้งสองที่ เลยตัดสินใจเป็นเช็คเอาท์แล้วนั่งรถไฟไป Interlaken ฝากกระเป๋าก่อนเลย แล้วไปขึ้นเรือทะเลสาบ Thun รอบ 12.10 ตอนแรกกะว่านั่งข้างนอก ปรากฎว่าเรือออกไปได้สักพักโดนลมแล้วหนาว ต้องหนีมานั่งข้างใน พวกเราลงที่ Spiez แล้วต่อรถไฟไป Bern เดินไป Rose garden และกลับด้วยรถบัสเพราะขาไปหาป้ายรถบัสสาย 15 ไม่เจอ 555+ ที่ Rose garden กะว่าจะได้รูปวิวเมืองปรากฎว่าเป็นตอนบ่ายต้องถ่ายย้อนแสงครับ เลย Fail ไปตามระเบียบ (เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า จะถ่ายรูปควรจะเช็คทิศทางแสงแดดให้ดีด้วยครับ)

มื้อเช้าของเราฝากไว้กับ Migros มื้อกลางวัน แวะกินข้าวที่ร้าน Migros restaurant แถว Bern ส่วนมื้อเย็นเราปิดด้วยร้านอาหารเกาหลีแถวที่พัก พักที่ Hotel Blume ทั้งหมด 3 คืน เพราะขี้เกียจย้ายที่นอนบ่อยๆ เลยใช้ที่นี่เป็นศูนย์กลางซะเลย (คืนละ 100 CHF) ที่พักไม่มีลิฟท์ ต้องลากกระเป๋าขึ้นบันไดแต่บันไดกว้างอยู่สบายๆ ที่นี่เป็นที่เดียวที่จองห้องน้ำรวม แต่ห้องน้ำสะอาดมากครับ คิดว่าน่าจะมีแค่คู่เราที่ใช้ห้องน้ำเพราะไม่เคยเห็นใครใช้เลย คนอื่นคงจองห้องแบบมีห้องน้ำในตัวมา

วันที่4: มาถึงวันที่รอคอย แนะนำว่าถ้าใครจะไปขึ้นภูเขาที่สวิส เช็ค weather กับ live cam วันต่อวันไว้เลยครับ ถ้าวันไหนเขาลูกไหนอากาศดีก็ไปขึ้นเขาลูกที่อากาศดีก่อน วันนี้เราได้ไป Jungfraujoch ตามแผน เพราะดูแล้วฟ้าใสแน่ๆ พวกเราขึ้นรอบ 6.35 เลยครับ เจอแต่นักสกี ได้คุยกับคนนึงเค้าบอกจะสกี 3 วันติดต่อกันโดยพักที่หมู่บ้านระหว่างทางแบบไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ด้วย ฟังดูน่าตื่นเต้นมากครับ

พวกเราใช้เวลาอยู่บนนั้นราวๆ 2 ชั่วโมง เพราะขึ้นไปแต่เช้าครับเลยได้ใช้เวลาเต็มที่ แต่เสียดายไม่ได้ถ่ายกับธงสวิสได้แค่เสาธงมา พวกเราลงจาก Jungfrau รอบ 10.43 เพื่อมาขึ้นเคเบิลไป Murren รอบ 12.38 เพราะเราจะไปเขาที่สองกันครับ Schiltron จริงๆ เกือบจะไม่ได้ไปแล้วเพราะตอนหาข้อมูลเอารูปให้ภรรยาดูแล้วเค้าเฉยๆ แต่ปรากฎระหว่างทางเดินผ่านที่ Interlaken มีโฆษณาของ Schiltron นางบอกอยากไป ^^

เดินเล่นกันจนพอใจก็กลับลงมารอบประมาณ 15.00 ขึ้นเขากันสะใจมากครับวันนี้ จริงๆ ผมหาข้อมูลมาตลอดว่าเคยมีใครทำมั้ยแต่ก็ไม่เจอ เลยลองจัดกันเองกะเวลาดูว่าต้องนั่งรถไฟรอบไหนถึงจะทัน สรุปคือทำได้จริงแต่จะไม่มีโอกาสได้ดื่มด่ำกับเมืองต่างๆระหว่างทาง เช่น Wengen, Luaterbunnen, Murren อันนี้แล้วแต่ว่าใครอยากจะไปหรือไม่ไปละกัน สุดท้ายข้อแนะนำที่ได้จากนักสกีเวลาที่ขึ้นเขาเค้าแนะนำให้ดื่มน้ำเรื่อยๆ ระหว่างทางครับ มันจะช่วยไม่ให้ปวดหัว ไม่รู้ว่าจริงไม่จริงแต่ผมก็กินไปหละครับ วันนี้พวกเราไม่ได้เสียค่าข้าวเลยครับ เพราะมีข้าวเหลือจากเมื่อวานเย็นบวกกับแพ็คอาหารเช้าของโรงแรม (พวกเราออกกันแต่เช้ามาก เลยขอให้เค้าแพ็คให้ทุกวัน) มื้อเย็นก็กลับไปกินมาม่าที่เอาไปครับ แนะนำว่าถ้าไปเอง แล้วไม่ติดขัดเรื่องเวลา ขึ้น Jungfrau รอบแรกๆ ไปเลยครับ ถึงไม่ไปต่อที่อื่นแต่ก็จะได้เดินเล่นแบบชิลๆ คนน้อยๆ ฟินกว่าเจอกรุ๊ปทัวร์มาบังมุมเยอะเลยครับ


วันที่5: ไม่น่าเชื่อว่าวันเวลาจะผ่านไปไวขนาดนี้ นี่จะเป็นวันสุดท้ายที่เราจะได้เที่ยวในสวิสครับ เราจะไปเขาอีกหนึ่งลูก คือ Matterhorn วันนี้เราออกกันแต่เช้าเหมือนกัน ขึ้นรถไฟรอบแรกจาก Interlaken West เปลี่ยนรถไฟสองครั้งที่ Spiez และ Visp ระหว่างทางจาก Spiez มา Visp เป็นการวิ่งผ่านอุโมงค์มา เช้านี้ก็เจอคนแต่งชุดสกีเต็มไปหมดเหมือนเมื่อวาน วันนี้เป็นอีกวันที่อากาศดีมากครับ ถ่ายรูปที่ Gornergrat มาแบบไม่อั้นจริงๆ ภรรยาชอบที่นี่ที่สุดในบรรดาเขาทั้งหมด จากนั้นก็ลงมาเดินเล่นใน Zermatt ก่อนจะกลับไปเดินชิลๆที่ Interlaken ส่งท้าย มื้อเช้ากินของที่แพ็คจากที่พัก ส่วนมื้อเที่ยงกินร้านแถว Zermatt มื้อเย็นพวกเรากลับมากินร้านอาหารไทยแถวที่พักเอา


มาสวิส นี่ สัมผัสได้ว่าคนที่นี้มีกิจกรรมกลางแจ้งกันค่อนข้างเยอะ บนรถไฟจะมีตู้หรือพื้นที่ให้วางจักรยานไปได้ และคงเพราะพวกเรามาช่วงที่หิมะยังมีอยู่ก็จะเห็นทั้งคนไปสกี ไป hiking ที่ Interlaken เห็นคนมาเล่น paragrinding นอกจากนี้คนพาสุนัขมาข้างนอกก็เยอะเหมือนกัน เป็นหนึ้งในประเทศที่ประทับใจมาก ธรรมชาติที่นี่สวยสุดๆไปเลย ถ่ายมาว่าสวยแล้วของจริงสวยกว่ามาก มีข้อเสียอย่างเดียวคือค่าใช้จ่ายแพงมากเจรงๆ T^T

ส่วนของสวิสคงมีแค่นี้ครับ แล้วผมจะกลับมาแชร์เรื่องของอิตาลีต่อในกระทู้ต่างหากอีกอันนะครับ และในตอนท้ายของกระทู้เรื่องอิตาลี ผมจะลงค่าใช้จ่ายทริปนี้ไว้ให้นะครับ คอยติดตามกันไว้นะครับ

คลิกชมรีวิวตอนอิตาลีได้ ที่นี่

ขอบคุณรีวิวสวยๆ จาก Guest สุดพิเศษ คุณ ไปไหนกันAroundTheWorld สังกัด Pantip จากกระทู้ “สวิส อิตาลี – แพลนเอง ไปกันเอง 14วัน 11คืน (part Switzerland)” ที่มามอบประสบการณ์จัดเต็มแบบนี้ รับเสียงปรบมือจากเราไปเล้ย !!
ระดับความน่าไป : ✩✩✩✩✩
พูดคุยกับ Guest ได้ที่ : FB/painaikan.gowhere


ชอบ บทความ มัชรูมทราเวล ทำไงดี…?

1.กดแชร์ต่อ ให้เพื่อนอ่านบ้าง
2. คลิก Like และ ติดตามเราได้ที่ Facebook www.facebook.com/mushroomtravel/

—————

Mushroom Travel มีโปรแกรม ทัวร์ยุโรป ให้เลือกมากที่สุด
โทร. 02-105-6234 (30 คู่สาย)
CustomerService@Mushroomtravel.com
Line id : @mushroomtravel

สวิส อิตาลี – แพลนเอง ไปกันเอง 14วัน 11คืน (part Switzerland) was last modified: May 16th, 2019 by Editor.Mushroom Travel
Exit mobile version