Mushroom Travel

ฮอกไกโด – โตเกียว 12 วัน กินจนต้องกลิ้งกลับบ้าน ตอน 1

ฮอกไกโด – โตเกียว 12 วัน กินจนต้องกลิ้งกลับบ้าน

ตอน Nijo ichiba – ขึ้นเขา Moiwa – ตะลุยกินSoft cream – Michelin 3 star Sushi Tanabe

ตลาดปลา Nijo
พิกัด : Search ชื่อแล้วเจอเลย

เข้าร้านกันเลยดีกว่า ไม่รู้ชื่อร้าน แต่ป้ายหน้าร้านจะทำให้ท่านตามมาถูกร้านอย่างแน่นอน สั่งกันเลย

สรุป สด สดมาก สดมากๆ สดทุกอย่าง ปลาเนื้อแน่น หวาน มัน นุ่ม ละลายในปาก บรรยายไปก็เท่านั้น ตามมาครับร้านนี้ คะแนน 4/5 จัดไป

ร้าน Plantation
พิกัด : GPS 43.060285, 141.380714

 

ร้านนี้เห็นเพื่อนบอกว่าเป็นโกดังเก่าอายุ 300 ปี เอามาดัดแปลงเป็นคาเฟ่ ด้านในร้านจะมีเครื่องคั่วกาแฟขนาดใหญ่ บรรยากาศร้านโปร่งๆ สบายๆ ถ้านั่งข้างนอก

ส่วนข้างในก็จะออกแนวอบอุ่นๆ ไฟสลัวๆ หน่อย เหมาะกับการมานั่งพักผ่อนสมอง

ร้านนี้เหมาะมากสำหรับวันสบายๆ ที่ไม่เร่งรีบอะไร รสชาติกาแฟสำหรับผมซึ่งไม่ใช่คอกาแฟก็ดีตามปกติ ส่วนขนมก็อร่อย พนักงานพูดอังกฤษไม่ได้เลย แต่มีความพยามในการอธิบายเมนูสูงมาก จนเราสามารถเข้าใจได้ โดยรวมถือว่าโอเคครับร้านนี้ 4/5

หลังจากนั้นเราก็เดินเล่นเรื่อยเปื่อย โดยเป้าหมายของวันนี้คือ ขึ้นไปถ่ายรูปวิวยามอาทิตย์ตกดินบนเขา Moiwa ซึ่งก่อนจะขึ้นเขาเราก็แวะเต็มพลังสักเล็กน้อย

ร้านอุด้งเนื้อ NikuNikuUdon
พิกัด : GPS 43.058719, 141.350542

น้ำซุปเนื้อหอมดีครับ กินแล้วโล่งๆ สบายๆ ไม่มัน ไม่รสจัด ไม่เลี่ยนเหมือนกินราเมง คือไม่ได้รู้สึกว่าอร่อยโดดเด่นแต่กินได้เรื่อยๆ หมดชามไม่รู้ตัว
สรุป ดีครับ ผมเมาๆ กาแฟมาทานอุด้งร้านนี้แล้วสดชื่นดีครับ 3.5/5

การเดินทางไป Mt.Moiwa นั้นไม่ยากครับ มีรถไฟหรือรถรางไปถึงใกล้ๆ กับทางขึ้น Ropeway เลย ส่วนวิธีไปนั้นง่ายมาก แค่ search ชื่อ Mt.Moiwa ใน Google map ได้เลยครับ จริงๆ บริเวณที่เป็นที่ซื้อตั๋วขึ้น Ropeway จะมีทางแยกออกไปเหมือนให้เดินขึ้นเขาชมธรรมชาติไปด้วย แต่ด้วยความที่พวกเราไปถึงใกล้พระอาทิตย์ตกแล้ว เลยขอขึ้น Ropeway เลยดีกว่า

 

ขอแนะนำเรื่องหนึ่งนะครับ อากาศข้างล่างกับบนเขานี่ต่างกันคนละเรื่อง ใครขึ้นมาบนเขาก็เตรียมเครื่องป้องกันมาเพิ่มด้วยตามฤดูที่มาเที่ยวนะครับ อย่างผมนี่ถ่ายรูปได้ไม่นานพอฟ้ามืดมือแข็งโป๊ก

จากนั้นก็ลงเขาไปหาอะไรกินแถวโรงแรม แล้ววันนี้ก็เจอเหตุการณ์แปลกๆ สนุกๆ ไม่ต่างจากจากตอนที่แล้วเลยครับ!!!

หลังจากลงจากเขา พวกเราก็กลับไปยังโรงแรมที่เราพักคือ Mitsui Garden Hotel Sapporo เพื่อแช่ออนเซนของโรงแรม เนื่องจากหนาว เหนื่อย และเมื่อยจากการขึ้นเขามา เลยมาขอแช่ออนเซนชาร์จพลังเสียหน่อย แล้วที่ต้องกลับมาแช่ก่อนก็เพราะคืนนี้วางแผนจะออกไปจิบเบียร์กันครับ ถ้าจะกลับมาแช่หลังจิบเบียร์คงไม่ดีแน่ หลังแช่เสร็จเราก็ลงมาถามที่ front โรงแรมว่ามีร้านแนวอิซากายะแถวๆ โรงแรมแนะนำไหม เขาก็แนะนำมาทั้งหมด 3 ที่ เราจึงเลือกร้านที่ใกล้ที่สุดครับ

ร้าน Dempachi
พิกัด : GPS 43.065145, 141.347337

เรา 3 คนเข้าร้านไปก็นั่งโต๊ะในสุดเลยครับ กะว่าจะได้ส่วนตัวหน่อย เผื่อคุย ถ่ายรูป เสียงดังจะได้ไม่รบกวนใครมาก ตรงที่เรานั่งก็มีโต๊ะข้างๆ ซึ่งเป็นชาวญี่ปุ่นวัยทำงาน 2 คนนั่งกินสาเกกันอยู่ เราก็สั่งอาหารไป พร้อมกับเบียร์ ระหว่างที่รออาหารชายญี่ปุ่นโต๊ะข้างๆ ก็หันมาคุยกับเราครับ!!! แล้วประเด็นคือพูดแต่ภาษาญี่ปุ่นล้วนๆ พวกเราก็เอ๋อรับประทานสิครับ สักพักก็พอสื่อสารได้พอเข้าใจ

แล้วอาหารจานแรกก็มาเสิร์ฟ เป็นเนื้อราดมาด้วยซอสเปรี้ยวๆ น่าจะเป็นพอนสึ อร่อยดีแต่ในทันทีที่พนักงานยกจานนี้มาวางบนโต๊ะ ชายญี่ปุ่นทั้งสองก็ลุกจากโต๊ะมาชะโงกว่าเราสั่งอะไร

จากนั้นจานที่สองก็มาเสิร์ฟ เป็นโครอกเกะครีมปู ก็อร่อยดีครับ แต่แล้วคนญี่ปุ่นสองคนนั้นก็ลุกมาแบบเดิมเลยครับ มาชะโงกดู แล้วยกสาเกตัวเองมาชนกับเบียร์โต๊ะเรา พร้อมกับทำท่า Hi 5 แปะมือกับพวกเราทุกคน ซึ่งผมเรียกเหตุการณ์นี้ว่า “ตบรอบโต๊ะ” เพราะเราจะทำอย่างนี้กันทั้งคืน

จากนั้นก็แยกย้ายกลับไปนั่งตามโต๊ะ จานที่ 3 ก็มาเสิร์ฟ เป็นปลาชิมาฮกเกะย่าง คงเดาได้นะครับว่าอะไรจะเกิดขึ้น สองคนนั้นก็แวะมาชะโงกตามระเบียบ แต่คราวนี้แกไม่กลับโต๊ะตัวเองสิครับ แกนั่งอยู่โต๊ะเราเลย เพื่อสอนวิธีกินปลาชนิดนี้ครับ เขาบอกว่าปลาตัวนี้กินได้ทั้งตัวเลยนะ มาๆ เดี๋ยวโชว์เหนือให้ดู แล้วเขาก็ค่อยๆ เลาะนู่นเลาะนี่มาให้เราชิม บอกตรงนี้อร่อยสุด ตรงนี้ดูเหมือนจะกินไม่ได้แต่อร่อยนะ (สื่อสารกันด้วยภาษามือเป็นส่วนใหญ่) โดยระหว่างนั่งเลาะ หนีบ คีบ ป้อน ก็มีเหตุการณ์ “ตบรอบโต๊ะ” เกิดขึ้นเป็นระยะๆ

สักพักพอเขาเลาะก้างออกมาจนหมดตัว เขาก็ตะโกนเรียกพนักงานมาแล้วก็ยื่นก้างให้ พร้อมสั่งบางอย่างเป็นภาษาญี่ปุ่น ซึ่งเราก็ไม่รู้เรื่อง แล้วพนักงานคนนั้นก็กลับมาพร้อมกับก้างที่ผมไม่แน่ใจว่าเขาเอาไปทอดหรือย่างกันแน่ แต่มาแบบตัดเป็นชิ้นๆ สวยงาม พร้อมรับประทาน พอได้ลองชิมก็แบบอร่อย กรอบ หอม คล้ายๆ กับเรากินพวกปลาตัวเล็กๆ ทอดทั้งตัว นั่งไปสักพักเขาก็พูดขึ้นมาว่า พวกปลา พวกของสดของที่นีน่ขึ้นชื่อเลยนะ เดี๋ยวจะให้พวกยูได้ลอง จากนั้นเขาก็เรียกพนักงานมาอีก แล้วสิ่งนี้ก็มาวางอยู่บนโต๊ะ

ตอนแรกเราก็นึกว่าเขาสั่งมากินเอง แต่ให้มาวางไว้ที่โต๊ะนี้ เพราะหลังจากที่เขาย้ายมานั่งด้วยเขาก็ไม่กลับไปนั่งโต๊ะตัวเองอีกเลย จากนั้นเขาก็ทำท่าให้พวกเรากินเลยๆ แล้วก็พูดว่า ไอเพย์ เราก็แบบอึ้งดิ คือคนญี่ปุ่นเนี่ย ถ้าเขาตั้งใจจะเลี้ยงแล้ว เราปฏิเสธไปก็เท่านั้นครับ เขาจะดึงดันอยู่อย่างนั้นแหละ เราก็เลยแบบโอเคๆ งั้นเรามากินด้วยกัน

ยังครับ ยังไม่หยุด แกสั่งมาเลี้ยงอีกครับ นอกจากจานนี้แล้วยังมีปลาหมึกย่างตัวโตๆ อีกจาน แต่จานหลังๆ นี่เขาก็เริ่มแจมๆ ด้วยล่ะครับ เพราะคงเห็นพวกเราไม่ค่อยกล้าตักกินเพราะเกรงใจ แล้วก็สั่งเบียร์มาเพิ่มอีกเรื่อยๆ เบียร์ที่นี่จะเสิร์ฟในแก้วเซรามิก เขาบอกว่าเบียร์ที่เสิร์ฟในแก้วเซรามิกจะดีที่สุด ฟังรู้เรื่องแค่นั้นแหละครับ เหตุผลว่าเพราะอะไรฟังไม่ออกละ

แล้วก็กอดคอคุยกันเฮฮาอีกสัพเพเหระล้านแปดเรื่อง ระหว่างคุยก็คัมไป ตบรอบโต๊ะกันไปอีกหลายรอบ หลังจากนั้นเราก็แยกย้ายกันกลับ โค้งหัวติดพื้นกันเป็นสิบๆ รอบ ทางร้านก็เอากล้วยมาแจกให้ทุกคนเหมือนเป็นธรรมเนียมของร้าน ร้านนี้อาหารใช้ได้ครับ 4/5 แต่ประสบการณ์ความสนุกและมิตรภาพนี่ 100/5 ไปเลยครับ

วันที่ 4 : ตะลุยกิน Soft cream / ซุปแกงกะหรี่ / michelin 3 star Sushi Tanabe

วันนี้เราตื่นสายกันครับ ตื่นมาก็มึนๆ จากความสนุกเมื่อคืนก่อน วันนี้ก็ตั้งใจว่าจะไปกิน soft cream อร่อยๆ กัน แน่นอนว่ามา Hokkaido ก็ต้อง Soft cream นี่แหละครับ หลังจากหาอะไรรองท้องตามร้านสะดวกซื้อแล้วก็เริ่มกันเลย

ร้าน Gyokusuien
พิกัด : GPS 43.059867, 141.358276

จริงๆ แล้วร้านนี้เป็นร้านขายชาครับ หน้าร้านเลยไม่ได้ฟรุ้งฟริ้งเหมือนร้านขาย soft cream แบบที่เราจินตนาการไว้ ส่วนซอฟท์ครีมของร้านเป็นซอฟท์ครีมที่มีส่วนประกอบที่ลงตัว อร่อยที่สุดตั้งแต่เคยกินมาเลยครับ

เริ่มจากตัวโคนเป็นวาฟเฟิลชาเขียวที่กรอบแต่เบา นุ่ม บาง ไม่แข็งทิ่มปากเหมือนโคนทั่วๆ ไป ในโคนจะมีไอศกรีมชาเขียวที่เข้มข้นมากๆ เพื่อที่เวลาเรากินกับตัว soft cream วานิลาแล้วจะกลมกล่อมลงตัวพอดี แล้วก็ยังมีถั่วแดงบดที่ไม่หวานมาก ส่วนที่ผมมองว่าช่วยผสานให้ soft cream โคนนี้ออกมาลงตัวสุดๆ นั่นก็คือ “ข้าวคั่ว” ที่เขาโรยไว้รอบๆ นั่นเอง คือกลิ่นหอมของข้าวคั่วมันทำให้ทุกอย่างดูเข้ากันไปหมด แถมยังช่วยตัดความเลี่ยนจากความเข้มข้นของชาเขียวด้วย แล้วเขายังโรยข้าวคั่วนี้ไว้ตรงโคนก้รด้วยครับ คำสุดท้ายที่มีไอติมไหลลงมากองๆ ผสมกับข้าวคั่ว กินพร้อมกับโคนในคำเดียวนี่ หูย…ฟิน ร้านนี้เอาไป 5/5

ร้านต่อไป Chitosetsuru Sake Museum
พิกัด : search ชื่อแล้วเจอเลยครับ

Soft cream ร้านนี้เนื้อเนียนดีครับ โดดเด่นก็ตรงกลิ่นหอมอ่อนๆ ของสาเกนี่แหละ ร้านนี้ 4/5 ครับ

ร้าน Garaku
พิกัด : search ชื่อแล้วเจอเลย

 ร้านนี้ตั้งอยู่บนชั้นสองครับ ทางเดินขึ้นจะชันๆ แคบๆหน่อย เราไปถึงประมาณ 11 โมง ต้องรอคิวประมาณคิวที่ 4 ครับ โดยอาหารที่พวกเราสั่ง ข้าวที่นี่จะมีสองแบบ คือข้าวธรรมดา กับข้าวหน้าชีสครับ

สำหรับความรู้สึกร้านนี้นะครับ คือในหัวจินตนาการถึงแกงกระหรี่ไว้แบบข้าวราดแกงกะหรี่แบบ coco แต่พอน้ำซุปคำแรกเข้าปากปุ๊บ ก็แบบ …จืด คือที่นี่เขาจะเป็นซุปแกงกะหรี่ออกแนวซดๆ ได้ รสชาติเลยไม่เข้มข้นจัด แต่ก็หอมเครื่องแกงนะครับ หมูกับไก่ก็ตุ๋นมาได้เปื่อยดี ส่วนไก่ทอดก็งั้นๆครับ แป้งเยอะ ข้าวก็โอเค มีความหอมในตัว ส่วนตัวกับร้านนี้กลางๆ ครับ 3.5/5

เสร็จจากร้านนี้เราก็เดินเล่นไปเรื่อยเปื่อยรอเวลาที่จะถึงมื้อเย็น มิชลิน 3 ดาว Sushi Tanabe คือร้านนี้เพื่อนผมไปเจอมาจากรีวิวในพันทิพ แล้วก็มาคุยกันว่าจะลองสักครั้ง อยากรู้ว่ามิชลินนี่มันสุดยอดแค่ไหน แล้วคอร์ส Omakase ของที่นี่ก็เริ่มที่หัวละหมื่นเยน (ซึ่งถือว่าถูก ถ้าเทียบกับร้านมิชลินอื่นๆ หรือพวกร้านที่ได้อันดับต้นๆ ใน Tabelog พวกนั้นจะตกหัวละ 2-3หมื่นเยนเป็นอย่างต่ำแหละครับ)

ร้าน Sushi Tanabe
พิกัด : search แล้วเจอเลย อยู่ตรงข้าม Mitsui garden hotel Sapporo เลย หาไม่ยากครับ

ออเดิร์ฟครับ มีผ้าเช็ดนิ้วให้สำหรับคนที่ใช้มือทานซูชิ ในจานเป็นปลาครับ หมักมามีรสชาติเปรี้ยวๆ กับสาหร่ายเส้นบางๆ รสเปรี้ยวๆ เหมือนกัน

จานนี้มาทีเดียว 4 คำเลย คำที่มีมะนาววางไว้ข้างบน เขาบอกว่าให้บีบมะนาวอย่างเดียว ไม่ต้องจิ้มโชยุ

จานนี้เห็นว่าเป็น Horse maguro กับอะไรสักกอย่าง จำชื่อไม่ได้

อันนี้น่าจะเป็นหอย hokkigai กับ salmon ครับ

ปิดท้ายด้วยขนม โดยตอนแรกเขาจะมาถามว่าเราสามารถเลือกไม่รับขนม 2 อย่างนี้ได้ โดยเปลี่ยนกับซูชิพิเศษอีกหนึ่งคำ แต่เราเลือกขนมครับ เห็นชื่อเมนูซูชิพิเศษแล้วเฉยๆ กินขนมล้างปากดีกว่า เป็น sorbet องุ่น ลูกพลับ แล้วก็สาลี่ แผ่นบางๆ คือสตรอว์เบอร์รี่อบแห้ง กับอีกจานคือครีมบรูเลต์

 สรุป วัตถุดิบทุกอย่างสดดี เนื้อเด้ง ไม่มีคำไหนรู้สึกว่าคาวเลย แต่ก็รู้สึกว่าหากินได้ตามร้านดีๆ ทั่วไปได้ ส่วนที่รู้สึกว่าประทับใจเป็นพิเศษแตกต่างกว่าร้านที่เคยๆ กินมาก็มี กุ้งหวาน สดเด้ง และไม่คาว หอยที่ต้องบีบมะนาว ไข่ปลาแซลมอน ปลาไหลคือหอม แ ละนุ่มมาก ละลายในปาก แล้วก็ครีมบรูเลต์ ที่หอมวานิลาชัดเจน แล้วก็ไม่หวานเกินไป สรุปร้านนี้ 4/5

มาต่อกันร้านสุดท้าย มื้อสุดท้ายในฮอกไกโดนะครับ หลังจากซูชิจบไป 10 คำแบบไม่อิ่มท้องแม้แต่น้อย ผมกับเพื่อนก็คุยกันว่าจะไปไหนกันต่อดี จะไปซ้ำเนื้อเจงกิสข่านดีไหม แต่ก็กลัวว่าจะหนักเกินไป แถมถ้าไปกินเนื้อย่าง เราก็ต้องกินเบียร์ แล้วพรุ่งนี้เราก็ต้องตื่นกันแต่เช้า เดี๋ยวจะตกเครื่องเอา เลยสรุปกันว่าไปกิน Soft cream อีกร้านที่หาไว้ดีกว่า

ร้าน Milk Mura Sapporo
พิกัด : 43.055810, 141.355206 อยู่ไม่ใกล้จากสถานี Susukino ร้านจะอยู่ในตึก New Hokusei ชั้น 6

เมนูที่นี่จะมีอยู่ 3 set ให้เลือกครับ หลักๆ ส่วนใหญ่คนก็จะสั่ง set A (แต่ละเซ็ตราคาประมาณ 16xx เยน) ซึ่งในเซ็ต A ก็จะได้ซอฟท์ครีม 1 แก้ว (เติมได้ 1 ครั้ง) เลือก cocktail ได้ 2 ชนิด มีทั้งแบบมีแอลกอฮอล์ และ no แอลกอฮอล์ แล้วก็ของกินควบคู่ ซึ่งประกอบไปด้วยเครป เม็ดคินัวร์ โยเกิร์ต และแป้งพายกรอบ

ซึ่งพวกผม 3 คนก็สั่ง set A 2 set แล้วก็ set B 1 set สำหรับ set B นี่จะไม่มีของกินควบคู่ แต่จะเลือก cocktail เพิ่มได้อีก 1 ชนิด สรุปพวกผมเลยได้ cocktail ทั้งหมด 7 ชนิด + 1 ชาเอิร์ลเกรย์ที่ทางร้านแถมให้

แล้วก็มีแผ่นสอนวิธีกิน โอเค คือสร้างสรรค์มากครับ ตัว soft cream เปล่าๆ ก็อร่อย มีเอกลักษณ์เฉพะตัวอยู่แล้ว แถมแต่ละคำเราสามารถปรุงเองได้ตามใจชอบ ทุกคำจะได้รสชาติใหม่ๆ ตลอด ใส่เหล้าบ้าง ใส่ชาบ้าง ใส่ช็อกโกแลตบ้าง ใส่ผสมกันบ้าง ใส่กับเครปบ้าง กินคู่กับโยเกิร์ตบ้าง คือกินให้ทุกคำไม่ซ้ำกันยังได้ แล้วที่ร้านเขาใส่ใจรายละเอียดสุดๆ ก็คือ การออกแบบแก้วและช้อน ร่องช้อนสามารถวางพาดกับขอบแก้วได้พอดี เพื่อให้เราตักไอติมไว้ และหยิบนู่น ตักนี่มาปรุงลงในคำๆ นี้

 

เยี่ยมครับ ร้านนี้ เชียร์สุดๆ ควรมาให้ได้ ให้ 5/5 เลย อร่อยสุดยอดครับ

ฮอกไกโด – โตเกียว 12 วัน กินจนต้องกลิ้งกลับบ้าน ตอน 1 was last modified: May 17th, 2022 by Editor.Mushroom Travel
Exit mobile version