Mushroom Travel

ตะลุย โอซาก้า 2 วัน 2 คืน ในแบบฉบับมือใหม่

         รีวิวเล็กๆ นี้ผมตั้งใจทำขึ้นเพื่อเป็นข้อมูลเบื้องต้นให้กับคนที่ยังไม่เคยเดินทางไปเที่ยวญี่ปุ่น แล้วอยากลองเที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเองสักครั้งในชีวิต โดยที่ไม่ต้องใช้เงินมากนักก็สามารถไปได้แบบไม่ต้องซื้อทัวร์ เพราะสำหรับตัวผมเองแล้วนี่ก็คือการเดินทางไปเที่ยวญี่ปุ่นเป็นครั้งแรก ยิ่งไปกว่านั้นคือเป็นการเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศครั้งแรกในชีวิตด้วยเช่นกัน!!!

        สำหรับคนที่รู้วิธีไปแบบประหยัดแล้วก็ผ่านได้เลยครับ ผมเชื่อว่าคนที่ยังไม่รู้ว่าจะต้องทำยังไงยังมีอีกมาก จึงอยากจะแชร์ประสบการณ์ให้กับคนที่ยังไม่รู้เพื่อเป็นแนวทาง ตอนแรกคิดจะไปคนเดียวช่วงเดือนมิถุนายน แต่ดูแล้วมันตรงกับช่วงหน้าฝนคงเที่ยวไม่สนุกแน่ เลยเลื่อนมาเป็นเดือนตุลาคมแทน ซึ่งเป็นฤดูใบไม้เปลี่ยนสี อากาศกำลังสบาย ไม่ร้อน และหมดฝนแล้ว จัดการจองตั๋วเครื่องบิน + ที่พักเรียบร้อย พอบอกว่าจะไปเดือนตุลาคม น้องบอกว่าน่าสน และก็จองตั๋วไปด้วย ก็ดีที่จะได้มีเพื่อนคุยและก็เที่ยวด้วย

ตะลุย โอซาก้า 2 วัน 2 คืน ในแบบฉบับมือใหม่

ค่าใช้จ่ายแบบคร่าวๆ นะครับ

เมื่อทำบัญชีค่ากินและค่าของฝากหักลบกันเสร็จสรรพแล้ว ทริปนี้ผมแลกเงินไป 8,400 บาท เหลือกลับมาตีเป็นเลขกลมๆ 2,400 บาท เท่ากับว่าผมใช้เงินไป 6,000 บาท ซึ่งถือว่าไม่เยอะมาก ได้กินของขึ้นชื่อของโอซาก้าครบครัน ได้ของฝากมาฝากที่บ้านและที่ทำงานพอสมควร

ตั๋วเครื่องบินไป-กลับ AirAsia X พร้อมที่พัก 3 คืน ผมจองช่วงเดือนมีนาคม เดินทาง 3-6 ตะลาคม ไม่ได้ใช้แต้มอะไรแลก ที่ผมเลือกจองพร้อมกันเลยก็เพื่อความสะดวกครับ จะได้จบในที่เดียว ไม่ต้องไปจองแยก แต่ถ้าจองแยกกันและใช้แต้มแลกก็อาจจะได้ราคาที่ถูกกว่านี้ หรือถ้าใครสัมภาระไม่เยอะ ไม่ต้องหิ้วของที่ซื้อฝากและฝากซื้อ ก็จองโรงแรมแค่ 2 คืนก็พอ จะได้นอนจริงๆ คือคืนที่ไปถึงและคืนที่ 2 ส่วนวันกลับก็เที่ยวได้จนถึงราว 1 ทุ่ม แล้วไปขึ้นรถไฟ Nankai Airport เที่ยว 20.24 น. ตรงนัมบะ เพื่อไปขึ้นเครื่องที่สนามบินคันไซ ส่วนผมจองไว้ 3 คืน เพราะของฝากซื้อเพียบ เอาห้องไว้เก็บของจะได้เที่ยวแบบสบายๆ ทิ้งทวน

Osaka Amazing Pass 2015 2 Day Pass ใช้ขึ้นรถไฟใต้ดินและรถบัสในโอซาก้า (ไม่รวมสาย JR และสายของเอกชน) แบบไม่จำกัดเที่ยว 2 วัน และใช้สำหรับเข้าสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ในโอซาก้าฟรี 28 แห่ง แถมใช้เป็นส่วนลดร้านอาหารตามที่ระบุไว้ได้อีกด้วย คุ้มมากๆ แนะนำให้ซื้อจากไทยไปจะสะดวกกว่าครับ

ที่พักผมเลือกโรงแรม For Leaves Inn Uehonmachi เพราะเดินทางสะดวก โรงแรมนี้อยู่ห่างจากสถานีรถไฟใต้ดิน Tanimachi 9-chome ประมาณ 200 เมตร และห่างจากย่านนัมบะเพียง 2 กิโลเมตร สามารถเดินไปได้ มีร้าน Lawson อยู่ใกล้ๆ 2 ร้าน เผื่อหิวยามดึก ผมจองห้องเตียงเดี่ยวเอาไว้เพราะตอนแรกคิดว่าจะไปคนเดียว

Pocket WiFi ค่าเช่าวันละ 195 บาท แต่ต้องเช่าขั้นต่ำ 3 วัน มีค่ามัดจำ 500 บาท เขามี Power Bank แถมในชุดให้ด้วย สัญญาณโอเคครับ ในรถไฟใต้ดินก็ยังใช้ได้ เอาไว้อัพรูป หรือติดต่อกับเพื่อนๆ ที่ฝากซื้อของ และเอาไว้หาเส้นทางเดินไปยังสถานที่ที่เราจะไป จะได้ไม่เสียเวลาเพราะหลงทาง จริงๆ ฟรี WiFi ที่โน่นก็มีให้ใช้ครับแต่ก็ต้องสมัคร เช่า WiFi ไปจะสะดวกกว่าครับ

การแลกเงิน ผมแลก แลกไปทั้งหมด 80,000 เยน (รวมที่น้องฝากแลก และของเพื่อนที่ฝากซื้อของ) เป็นเงินตัวเอง 27,540 เยน = 8,400 บาท ตั้งใจจะแลกไป 10,000 บาท แต่วันนั้นที่ร้านมีแต่แบงค์ 10,000 เยน ก็เลยแลกได้ไม่ถึง

          ไฟลท์ที่ผมเดินทาง วันที่ 3 ตุลาคมเครื่องออกจากสนามบินดอนเมืองเวลา 15.20 น. ตรงเป๊ะ ถึงสนามบินคันไซเวลาของญี่ปุ่น 22.40 น. ประตูเปิดปุ๊บก็เดินมารอขึ้นรถไฟไปอีกอาคารเพื่อทำการตรวจคนเข้าเมือง โชคไม่ดีที่เครื่องที่มาจากกัวลาลัมเปอร์ลงพร้อมกัน ทำให้คิวยาวเหยียด แล้วน้องที่มาด้วยกันดันไม่ได้รับเอกสารเข้าเมืองที่ให้กรอกบนเครื่อง เลยต้องมากรอกที่สนามบิน ผมใช้เวลาผ่านขั้นตอนตรวจคนเข้าเมืองไม่ถึง 1 นาที ก็เรียบร้อย แต่ต้องรอน้องที่ออกไปกรอกเอกสารแล้วกลับมาต่อแถวใหม่ค่อนข้างนาน ทำให้ไม่ทันรถไฟ Nankai เข้าเมืองเที่ยวสุดท้าย แต่ก็ยังมีรถบัสเข้าเมืองรอบ 00.30 น. ราคาตั๋ว 1,550 เยน นั่งรถประมาณ 1 ชั่วโมงก็ถึงย่านนัมบะ

         พอถึงย่านนัมบะก่อนเข้าที่พักขอหาอะไรกินซักหน่อย ประเดิมมื้อแรกบนแผ่นดินญี่ปุ่นด้วยราเมงเจ้าดังที่ใครมาโอซาก้าต้องมาลิ้มลอง “ราเมงข้อสอบ” ร้านอยู่ริมคลองโดทงบุริ ตรงป้ายกูลิโกะ เดินไปนิดเดียวก็เจอร้านป้ายสีแดง มีบันไดเดินขึ้นไป ร้านจะออกแคบๆ ดีที่ไปช่วงดึกแล้วคนไม่ค่อยมี เจอแต่วัยรุ่นสาวๆ ญี่ปุ่นที่เพิ่งเลิกดื่มจากผับแถวนั้นมากินราเมงต่อ เหลือบไปเห็นร้านทาโกะยากิข้างๆ ดูน่ากินเลยซื้อใส่กล่องกลับไปกินที่โรงแรม ที่ร้านราเมงข้อสอบพอเปิดประตูเข้าไปจะเจอกับตู้อัตโนมัติสำหรับให้สั่งราเมง กดเลือกว่าจะเอาเมนูไหน หยอดเงินใส่ตู้ จะมีกระดาษเล็กๆ ออกมา จากนั้นก็ไปหยิบกระดาษเพื่อวงว่าจะเอาเส้นแบบไหน ใส่ต้นหอมไหม ใส่กระเทียมไหม เอาความเผ็ดขนาดไหน ที่นั่งกินก็จะเป็นคอกมีไม้กั้นเป็นช่องๆ มีก๊อกน้ำเย็นให้กดกินเอง เอาใบออร์เดอร์ยื่นให้พ่อครัว รอแป๊บหนึ่งก็จะได้ราเมงชามโต หอมกรุ่น มาวางตรงหน้า อร่อยสมคำร่ำลือจริงๆ น้องที่ไปด้วยกันซดน้ำซุปเกลี้ยงชามเลย กินอิ่มแล้วก่อนเดินเข้าที่พักแวะซื้อของฝากที่ดองกี้บางส่วนก่อน

 เปิด GPS เดินจากโดทงบุริไปที่พัก เดินเรื่อยๆ ดื่มด่ำบรรยากาศยามค่ำคืน ใช้เวลาราว 20 นาที ก็ถึงที่พักตอนตี 3 ห้องพักใช้ได้ครับ เตียงนุ่ม ห้องน้ำอาจจะเล็กไปหน่อย แต่สำหรับผมไม่ใช่ปัญหา โรงแรมมี WiFi ฟรี ทีวี ตู้เย็นเล็ก ตู้เก็บของเล็ก กาต้มน้ำร้อนไฟฟ้า พัดลมตัวเล็ก แอร์แบบตั้งพื้น (แต่เอาไปวางตรงหน้าต่างเหนือหัวเตียง) พวกอุปกรณ์อาบน้ำ สบู่ แชมพู ยาสีฟัน แปรงสีฟัน เขาไม่มีให้นะครับ มีแต่ผ้าเช็ดตัวผืนเล็กๆ ให้ 1 ผืน พวกเซ็ตอุปกรณ์อาบน้ำและผ้าเช็ดตัวเขามีขายตรงเคาน์เตอร์ ราคาราว 150 บาท แนะนำให้เตรียมไปเองครับ

 วันที่ 1 : วัดชิเทนโนจิ – หอคอยโอซาก้า – ปราสาทโอซาก้า – ชิงช้าสวรรค์เทมโปซาน – ชินไซบาชิ

         ไปคืนแรกก็เจอปัญหานอนไม่หลับเล่นงาน คงเพราะผิดเวลา ปกติอยู่ที่ไทยจะนอนโน่นตี 3- 4 ก็เลยตัดสินใจไม่นอนดีกว่า ไม่งั้นเดี๋ยวหลับยาวจะอดเที่ยว เปิดทีวีดูการ์ตูนญี่ปุ่นไปเรื่อยเปื่อย ออกจากที่พัก 7 โมงกว่า หาอะไรกินรองท้องที่ Lawson ตรงหน้าปากซอย วันนี้เพื่อนของน้องที่ไปด้วยกัน ไปทำงานอยู่ที่โกเบ 3 ปี จะมาหาและไปเที่ยวด้วย

         วันนี้จะเริ่มที่แรกที่วัดชิเทนโนจิ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากที่พักมากนัก เดินคุยกันไปแป๊บเดียวก็ถึงวัดชิเทนโนจิ ซึ่งจุดเด่นจะอยู่ที่เจดีย์ 5 ชั้น แต่ช่วงนี้เขาปิดบูรณะอยู่ เลยเอาผ้าคลุมไว้ บริเวณวัดเงียบสงบ ในส่วนของโบสถ์ต่างๆ จะมีพระพุทธรูปสีทององค์ใหญ่ประดิษฐานอยู่ทุกโบสถ์ พร้อมกับภาพเขียนสีโบราณบนผนังบอกเล่าประวัติต่างๆ มีอยู่โบสถ์หนึ่งที่เป็นภาพเล่าประวัติของพระพุทธเจ้าตั้งแต่ประสูติจนปรินิพพาน ซึ่งในโบสถ์เขาห้ามถ่ายรูป

จากวัดชิเทนโนจิเดินไปอีกพอสมควรก็จะเป็นย่านชินเซไก ซึ่งเป็นที่ตั้งของหอคอยโอซาก้า บริเวณนี้ก็จะมีร้านค้าและร้านอาหารมากมาย การขึ้นชมต้องเดินลงบันไดไปขึ้นลิฟต์ที่ชั้นใต้ดินเพื่อไปยังชั้น 2 ก่อน และขึ้นลิฟต์ต่อไปยังชั้น 5 ซึ่งเป็นจุดชมวิวสูง 87.5 เมตร แล้วค่อยเดินลงบันไดลงมาเพื่อชมชั้น 3 และชั้น 4 ซึ่งแต่ละชั้นก็จะมีจุดที่บอกเล่าเกี่ยวกับประวัติของหอคอยแห่งนี้ ร้านจำหน่ายสินค้า จุดสำหรับถ่ายรูป มี Pocky Cafe อยู่ข้างบนนี้ด้วย ถ้าสาวๆ ได้ไปเยือนน่าจะชอบ เพราะมองไปทางไหนก็จะเจอแต่ Pocky และก็ Pocky เต็มไปหมด ที่ผมชอบที่สุดในหอคอยนี้คือจุดที่เป็นพิพิธภัณฑ์ย่อมๆ ของ “คินนิคุแมน” ซึ่งถ้าเป็นคนที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกันกับผมน่าจะรู้จักดี ซึ่งจัดแสดงรูปจากการ์ตูนเรื่องนี้ โมเดลส่วนหัวของตัวละคร และโมเดลคินนิคุแมนขนาดเท่าตัวจริงเอาไว้ให้ถ่ายรูปกัน

         ลงจากหอคอยเดินผ่านสวนสัตว์โอซาก้าเพื่อไปขึ้นรถไฟใต้ดินมุ่งสู่ปราสาทโอซาก้า กว่าจะเดินเข้าถึงตัวปราสาทนั้นไกลพอสมควร เพราะต้องผ่านบริเวณที่เป็นสวนรอบๆ ปราสาทก่อน ปราสาทมีทั้งหมด 8 ชั้น จะเลือกขึ้นลิฟต์ไปที่ชั้น 5 แล้วเดินต่อไปที่ชั้น 8 หรือจะเดินขึ้นบันไดไล่ชมไปทีละชั้นก็ได้ ส่วนผมขอเลือกที่จะขึ้นลิฟต์ละกัน บนชั้นต่างๆ ก็จะมีนิทรรศการจัดแสดงเพื่อบอกเล่าประวัติความเป็นมาของปราสาท ชุดเกราะซามูไร ดาบซามูไร ส่วนชั้นบนสุดก็จะเป็นจุดชมวิวและถ่ายรูป จุดถ่ายรูปยอดฮิตบนนี้ก็คือ รูปปั้นปลาสีทองที่อยู่บนจั่วหลังคาของปราสาทนั่นเอง

         ล่วงมาถึงเวลาเย็นย่ำ เหมาะแก่การกินลมชมวิว งั้นไปรำลึกวัยเด็กด้วยการขึ้นชิงช้าสวรรค์กันดีกว่า เดินจากปราสาทไปขึ้นรถไฟใต้ดินสู่ชิงช้าสวรรค์ยักษ์เทมโปซาน ซึ่งอยู่บริเวณเดียวกับพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำโอซาก้า และติดกับอ่าวโอซาก้า ตอนแรกว่าจะเข้าพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ แต่ด้วยความที่เดินมาตั้งแต่เช้าจนขาเริ่มล้าเลยขอบายดีกว่า ชิงช้าสวรรค์นี้สูงถึง 112.5 เมตร เคยครองตำแหน่งชิงช้าสวรรค์ที่สูงที่สุดในโลกมาแล้ว ใช้เวลาหมุน 17 นาที/รอบ บนนี้เราจะมองเห็นวิวของอ่าวโอซาก้ายามเย็นที่สวยงาม ลงมาจากชิงช้าสวรรค์กะว่าจะนั่งเรือซานต้ามาเรียต่อเสียหน่อย แต่รอบต่อไปต้องรออีกเป็นชั่วโมง เลยไม่รอ เอาเวลาไปตะลุยแสงสียามค่ำคืนย่านชินไซบาชิกันดีกว่า

         มาถึงไฮไลต์ยามค่ำคืนของโอซากา ที่ถ้าใครมาแล้วไม่ได้มาเดินที่นี่ ถือว่ายังมาไม่ถึงโอซาก้าอย่างสมบูรณ์แบบ นั่นคือ “ชินไซบาชิ” ซึ่งเป็นแหล่งรวมของร้านรวงต่างๆ มากมายให้ขาช้อปได้ระบายเงินออกจากกระเป๋าจนตัวเบากันไปเลย นอกจากนั้นยังมีร้านของกินแสนอร่อยที่ขึ้นชื่ออยู่หลายร้าน ทั้งทาโกะยากิร้านดัง ขาปูย่างร้านปูยักษ์ ชีสทาร์ตร้าน PABLO เรียกว่ากินกันไม่ห่วงน้ำหนักขึ้นเลย วันที่ไปขาดอยู่อย่างเดียวที่อดกินคือ ขาปูย่างที่ขึ้นป้าย Sold Out ไปแล้ว อะไรมันจะขายดีขนาดนั้น อีกอย่างที่จะลืมไม่ได้เลยถ้ามาตรงนี้คือป้ายไฟกูลิโกะ ที่ต้องถ่ายรูปเพื่อบอกชาวโลกว่าฉันมาถึงโอซากาแล้วนะ โชคดีที่ตอนที่ไปถึงบนป้ายไฟกำลังเป็นภาพเคลื่อนไหวแสดงภาพตั้งแต่กูลิโกะแมนเป็นทารกไล่ตามวัยต่างๆ มาจนเป็นกูลิโกะแมนอย่างที่เราเห็นกัน

 

วันที่ 2 : Endo Sushi ตลาดปลาโอซาก้า – HEP Five – Temma ซอยละลายทรัพย์ – Den Den Town

         วันที่ 2 วางโปรแกรมเอาไว้ว่าจะไปกินซูชิชื่อดัง Endo ที่ตลาดปลาโอซาก้า ตื่นตั้งแต่ตี 5 ครึ่ง เพราะกลัวว่าถ้าไปถึงช้าจะต้องรอคิวยาว งานนี้ลุยเดี่ยว เพราะน้องกับเพื่อนน้องที่มาจากโกเบเมื่อคืนไปฉลองการเจอกันในรอบ 6-7 ปีหนักไปหน่อย ตื่นไม่ไหวเลยขอบาย การเดินทางไปตลาดปลาง่ายแสนง่าย ขึ้นรถไฟใต้ดินสถานีใกล้ที่พักยาวไปถึงตลาดปลาโดยที่ไม่ต้องเปลี่ยนสาย เดินตามที่ GPS บอกมาจนถึงร้าน เฮ้ย…ทำไมร้านดูเงียบๆ อ่ะ ไม่เห็นมีคนต่อแถวอย่างที่เขาว่ากันมาเลย หรือว่าร้านปิด แต่หาข้อมูลมาแล้วเขาบอกว่าวันจันทร์เปิด จึงลองเอามือเลื่อนประตู อ้าว… เปิดไม่ออก คิดในแง่ดีอีก หรือยังไม่ถึงเวลาเปิด แต่จากข้อมูลเขาบอกเปิดตั้งแต่ตี 5 ครึ่งนี่ เลยนั่งรอหน้าร้าน สักพักมีคนไทยเป็นวัยรุ่นกลุ่มหนึ่งประมาณ 10 คนเดินคุยกันมา เดินไปเปิดประตูร้าน พนักงานร้านก็ถามว่ามากี่คน หายไปสักพัก ก็ออกมาเรียกให้เข้าไป เราก็เดินตามต้อยๆ เข้าไปนั่งตรงหน้าบาร์ สั่งมา 2 ชุด พร้อมซุปหอยตลับ และชาเขียว ขอบอกว่ามันอร่อยสมกับที่เขาพูดกันจริงๆ อยากจะยัด 4 เซ็ตแต่กระเพาะฯ ไม่ไหว ระหว่างที่นั่งกินก็มีคนไทยทยอยเข้าร้านมาอีก 4 คน นึกในใจว่านี่ตูนั่งกินอยู่ที่ไทยเหรอเนี่ย

กินเสร็จแล้วเพิ่งจะ 8 โมงเช้า จะไปเที่ยวที่ไหนต่อก็ไม่ได้ เพราะสถานที่เที่ยวส่วนใหญ่กว่าจะเปิดก็ 10 โมง 11 โมง เลยกลับมานั่งพักที่โรงแรมก่อนค่อยไปลุยต่อ ที่ต่อไปที่จะไปคือชิงช้าสวรรค์สีแดง HEP Five ย่านอูเมดะ ซึ่งชิงช้าสวรรค์แห่งนี้ตั้งอยู่บนยอดตึก เมื่อขึ้นไปถึงจุดสูงสุดสามารถมองเห็นไปได้ไกลถึงปราสาทโอซาก้า วิวของที่นี่จะเป็นคนละแบบกับชิงช้าสวรรค์เทมโปซาน คือจะเป็นวิวในเขตเมืองที่เต็มไปด้วยตึก

          ลงมาจาก HEP Five แล้วเดินเล่นย่านอูเมดะนิดหน่อย แล้วขึ้นรถไฟใต้ดินไปย่านที่เขาเรียกกันว่าเป็นซอยละลายทรัพย์ของโอซาก้า คือย่าน Temma ย่านนี้จะเป็นทางเดินยาวราว 2 กิโลเมตร สองข้างทางเต็มไปด้วยร้านขายของ ร้านขายอาหารราคาไม่แพงเมื่อเทียบกับย่านอื่นๆ ไม่ได้ถ่ายรูปมาเลยสักรูปเพราะทั้งสองมือเต็มไปด้วยถุงของฝาก จากนั้นผมเอาของกลับมาเก็บที่โรงแรม แล้วไปเดินย่าน Den Den Town ที่เป็นแหล่งรวมเครื่องใช้ไฟฟ้า และร้านขายโมเดล ฟิกเกอร์ ของเล่น หนังสือการ์ตูน DVD การ์ตูน เพราะน้องที่ทำงานฝากซื้อฟิกเกอร์ ถ้าไม่ได้ไปให้เธอ เธอคงกินไม่ได้ นอนไม่หลับแหงๆ จะว่าไปแล้วย่านนี้น่าจะเหมือนคลองถม หรือสะพานเหล็กของบ้านเรา แต่ดูจะเป็นระเบียบกว่ามาก คือไม่ได้มีแผงลอยตั้งระเกะระกะ เขาจะขายกันอยู่เฉพาะในร้านเท่านั้น สุดท้ายก็ได้ฟิกเกอร์มา 5 กล่อง เป็นอันจบการช้อปปิ้ง เตรียมแพ็กกระเป๋ากลับไทยตอนเที่ยงคืน

         จบทริปเที่ยวโอซาก้า 2 วัน 2 คืน ในราคาที่สามารถเอื้อมถึงได้ไม่ยาก ผมหวังว่ารีวิวนี้จะเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนที่ไม่เคยไปต่างประเทศ และไม่เคยไปสัมผัสประเทศญี่ปุ่นได้ลองหาโอกาสไปสักครั้งหนึ่ง

ตะลุย โอซาก้า 2 วัน 2 คืน ในแบบฉบับมือใหม่ was last modified: January 18th, 2021 by Editor.Mushroom Travel
Exit mobile version