ค้นหา

Loading...

พาแม่ไปเที่ยว EP.2 : พาแม่เปรี้ยวขับรถเที่ยว Austria Czech Slovenia

พาแม่ไปเที่ยว EP.2 : พาแม่เปรี้ยวขับรถเที่ยว Austria Czech Slovenia
โพสเมื่อ

ครั้งนี้มัชรูมทราเวลได้รับเกียรติจาก Guest สุดพิเศษ ที่จะมาบอกเล่าประสบการณ์ ขับรถเที่ยวยุโรป พาคุณแม่ไปสัมผัสบรรยากาศสวยๆ ใน 3 ประเทศ ได้แก่ ออสเตรีย เช็ก และสโลวีเนีย จะเป็นอย่างไรบ้าง ติิดตามกันนะคะ


พาแม่ไปเที่ยว EP.2 : พาแม่เปรี้ยวขับรถเที่ยว Austria Czech Slovenia

สวัสดีครับวันนี้ พาแม่ไปเที่ยว จะพาย้อนกลับไป ทริปแรกที่เริ่มพาแม่เที่ยวเอง เรียกได้ว่าเอามารีวิวเป็นตัวอย่างสำหรับลูกๆ มือใหม่ที่จะพาคุณพ่อคุณแม่ไปเที่ยว ทริปนี้ผมชวนแม่ไปยุโรปตะวันออกครับ ซึ่งเป้าหมายของเราคือ Austria Czech Slovenia

การเลือกสถานที่พาคุณพ่อคุณแม่ไปเที่ยว เมืองที่จะไปต้องปลอดภัย สะดวกกับการเดินทางของผู้สูงอายุ หากมีอะไรฉุกเฉินสามารถขอความช่วยเหลือได้ง่าย คำตอบของทริปนี้จึงจบลงที่ Austria Czech Slovenia เพราะพี่สาวของผมทำงาน UN ที่ Viennaครับ เวลามีปัญหาอย่างน้อยน่าจะมีคนช่วยเหลือได้

ประเมินสุขภาพของผู้สูงอายุที่จะไปด้วยก็สำคัญ ยกตัวอย่างเช่น อยากไปเจอหิมะก็คงต้องไปช่วง winter แต่ผู้สูงอายุบางคนถ้าเจออากาศหนาวๆ ท่านอาจเจ็บป่วยไม่สบายได้ อาจต้องเลี่ยงไปช่วงที่อากาศข้างล่างอุ่นขึ้น แล้วบนภูเขายังคงมีหิมะอยู่ เช่นช่วง early spring ช่วงที่ผมเลือกไปคือช่วงเดือนพฤษภาคม เป็นช่วง spring ซึ่งอากาศกำลังสบาย ต้นไม้ดอกไม้กำลังผลิใบออกดอก แต่ก็เป็นช่วงที่มีฝนเช่นกัน ฉะนั้นต้องไม่ลืมร่มและอุปกรณ์กันฝน

พาหนะและการเดินทางครั้งนี้ ผมเลือกที่จะ ขับรถเที่ยวยุโรป เดินทางระหว่างเมืองโดยรถยนต์ ซึ่งครั้งนี้เป็นการขับรถยนต์ในต่างประเทศครั้งแรกของผมมาดูกันว่าจะรอดมั้ย

สายการบินที่เลือก 5 ปีก่อน บินตรง BKK – Vienna มีแค่สองสายการบิน คือ Austrian air กับ EVA air ซึ่งราคาในสมัยนั้นก็แพงเอาเรื่อง แต่เนื่องจากเป็นการเดินทางครั้งแรกที่ต้องมีแม่ไปด้วย ผมเลยขอเลือกบินตรงดีกว่าสบายใจกว่า ไว้เที่ยวเก่งๆ แล้วค่อยจองแบบ multicity ที่เค้าใช้กัน

เริ่มวางแผนการเดินทาง เรามีเวลาทั้งหมด 11 วันรวมวันเดินทาง แต่มีเวลาเที่ยวจริงๆ แค่ 9 วัน
3 May 2013 BKK-Vienna
4 May 2013 ถึง Vienna เช้า, เที่ยว Vienna
5 May 2013 เที่ยว Vienna, พระราชวัง Schönbrunn
6 May 2013 เดินทางจาก Viennaไป Prague แวะ Parndorf outlet
7 May 2013 เที่ยว Prague, เดินทางจาก Prague ไป Cesky Krumlov
8 May 2013 เที่ยว Cesky Krumlov,เดินทางจาก Cesky Krumlov ไป Hallstatt
9 May 2013 เที่ยว hallstatt, เดินทางจาก Hallstatt ไปยัง Salzburg
10 May 2013 เที่ยว Salzburg, เดินทางจาก Salzburg ไปยัง Bled
11 May 2013 เที่ยว Bled, เดินทางจากBled ไปยัง Piran
12 May 2013 เที่ยว Piran, เดินทางจาก Piran กลับมาขึ้นเครื่องบินที่เวียนนา
13 May 2013 ถึง BKK

สิ่งแรกที่ต้องเตรียมคือ VISA ครับ สมัยนั้น VISA ออสเตรียยังไม่สามารถขอผ่าน VFS ได้ ต้องไปยื่นที่สถานฑูตเท่านั้น อีกอย่างสมัยนั้นผมเพิ่งเริ่มทำงานได้แค่ 1 ปี จึงไม่กล้าเสี่ยงขอวีซ่าท่องเที่ยว (คิดไปเองว่ามันจะไม่ผ่าน) เลยให้พี่สาวเขียนจดหมายเชิญมา แล้วขอเป็นวีซ่าเยี่ยมญาติ ซึ่งเอกสารมันยุ่งยากกว่าเยอะ พี่สาวต้องไปขอหนังสือรับรองการทำงานที่ UN ทะเบียนบ้าน บลาๆๆ เอาเป็นว่าถ้าใครจะไปเที่ยวตอนนี้ก็ขอ VISA ท่องเที่ยวผ่าน VFS สะดวกกว่าเยอะครับ

มาถึง การ ขับรถเที่ยวยุโรป ตอนไปเรื่องรถ ผมจองรถผ่าน website จองรถทั่วไป เลือกรับรถวันที่จะเดินทางจาก Vienna ไป Prague ซึ่งตอนจองไปจองแบบเกียร์ Manual ซึ่งตอนแรกไม่คิดว่ามันจะขับยาก แต่พอเจอพวงมาลัยซ้ายเข้าไปก็มึนไปหลายชั่วโมงเหมือนกัน ตอนนั้นทำการบ้านเรื่องเส้นทางในการ ขับรถเที่ยวยุโรป เยอะมาก ที่แน่ๆ คือผมซ้อมขับใน google map หมายถึงลองจำลองการเดินทางดู ก่อนเดินทางจริง โดย mark จุดตามโรงแรมที่จะไปพัก

ในส่วนของ โรงแรมที่พัก อันดับแรก ผมเลือกโรงแรมที่มีที่จอดรถฟรีและไม่ไกลจากตัวเมืองมาก พยายามเลือกที่มีระบบขนส่งมวลชนถึงตัวเมือง โชคดีที่เมืองส่วนใหญ่ที่ไปเป็นเมืองเล็กๆ จึงได้ที่พักที่ที่มีที่จอดรถอยู่ในตัวเมืองเลย

การแต่งกาย ช่วงที่ไปเป็นช่วงใบไม้ผลิ อากาศกำลังดีไม่หนาวเกินไป ใส่เสื้อยืดกับเสื้อแขนยาวอีกตัวก็อุ่นแล้ว แต่ฤดูนี้เป็นฤดูที่มีฝนตก เจอฝนได้บ่อย เรียกได้ว่าวัดดวงกันเลยทีเดียว ที่สำคัญอย่าลืมเตรียมร่มและเสื้อกันฝนไปด้วยนะครับ

เริ่มเดินทางกันเลยดีกว่าครับ วันแรกออกเดินทางจากสุวรรณภูมิเกือบเที่ยงคืนครับ บินตรงกับสายกาบิน Austrian airline แม่ตื่นเต้นมากเพราะเป็นการไปยุโรปครั้งแรก และเป็นการไปเที่ยวเอง ซึ่งวางแผนจัดแจงโดยลูกชายซึ่งก็ไม่ค่อยประสบการณ์เที่ยวเองเท่าไหร่ การเดินทางถือว่าค่อนข้างราบรื่น เครื่องบินไม่ดีเลย์ ผ่านตม.แบบชิวๆ ข้อดีของไฟลท์นี้คือมาถึงตอนเช้า แต่หลงดันกับพี่ตอนถึงสนามบินเวียนนา พี่สาวไปรับที่สนามบินแต่เราเข้าใจว่าพี่สาวบอกให้ไปเจอที่ metro แถวที่บ้านพี่สาวเรา สุดท้ายก็หากันเจอ (แบบไม่มีโทรศัพท์)

บ้านพี่สาวเราอยู่แถว Prater ละแวกเดียวกับสวนสนุก Prater เราอยู่เวียนนาสองวัน กิจกรรมวันนี้ไม่มีอะไรมากตอนเช้าจัดของเข้าที่พักแล้วบ่ายๆ จะออกไปตะลุยในเมือง จริงๆ แถวที่พักพี่สาวบอกว่ากลางคืนค่อนข้างเปลี่ยว ถ้าจะพาเที่ยวพักในโซนในเมืองน่าจะดีกว่า

ตอนบ่ายเริ่มออกมาเที่ยวในตัวเมืองเวียนนา วันนี้พี่สาวเป็นไกด์นำเที่ยว เราจะเดินทางกันด้วย metro แต่เนื่องจากเราออกกันบ่ายแล้ว เลยคิดว่าถ้าซื้อตั๋ว Day คงไม่คุ้ม ซื้อแบบเป็นเที่ยวๆ น่าจะโอเคกว่า

ที่แรกที่เราจะไปเริ่มจากใจกลางของเวียนนา นั่ง metro มาลงสถานี steplansplatz ซึ่งเป็นสถานนี้ที่สามารถเชื่อมต่อสถานที่ท่องเที่ยวได้หลายที่เลยทีเดียว

ที่แรกที่เราจะไปคือ มหาวิหารเซนต์สตีเฟน (St.stephen) เป็นมหาวิหารเก่าแก่แห่งหนึ่งในออสเตรีย และยังเป็นจุดเด่นที่ใครมาเวียนนาก็ต้องมาที่นี่ จริงๆ เราสามารถขึ้นไปข้างบนหอคอยเพื่อชมวิวเมืองได้นะ แต่เราไม่ได้ขึ้นไป

จากนั้นแวะทานมื้อเที่ยงที่ร้านอาหารแถวๆ มหาวิหารเซนต์สตีเฟน (St.stephen) อันนี้เป็นหมูชุบแป้งทอดหรือ Schnitzel พี่สาวบอกว่าต้องสั่งเมนูนี้ห้ามพลาด ของแม่สั่งเป็นไส้กรอกเยอรมันพันเบคอน พี่สาวบอกให้สั่ง almdudler อารมณ์ประมาณน้ำอัดลมท้องถิ่น รสแอปเปิ้ลอร่อยดี อิ่มอร่อยพี่สาวเป็นเจ้ามือ จากนั้นเราออกเดินทางต่อ

เดินผ่าน ถนน Grabenstrabe ซึ่งเป็นถนนย่านการค้าที่ตึกคักที่สุดในเมือง ละแวกนี้จะมีร้านขายของที่ระลึกมากมาย ถัดไปเราเดินไปยัง MIchaelerplatz เป็นทางเชื่อมสู่พระราชวัง เป็นจตุรัสเล็กๆ มีรถม้าให้นั่งชมเมืองรอรับนั่งท่องเที่ยวแต่ค่านั่ง 50 euro เลยขอบายดีกว่า

เราเดินมายัง พระราชวังฮอฟบวร์ก (Hofburg Palace) ซึ่งเป็นวังที่อยู่กลางใจเมืองมาก

ติดๆ กันละแวกนี้มีทั้ง Kunsthistorisches Museum หรือ Museum of Art History มีหอสมุดแห่งชาติ Austrian National Library (Nationalbibliothek) และมี Museum of Natural History Vienna (Naturhistorisches Museum) จัดแสดงสิ่งมีชีวิตยุคดึกดำบรรพ์ เรียกว่าใครที่ชอบเข้า Museum นี่อยู่แถวนี้ได้ทั้งวัน

แต่เราไม่ได้เข้าไปข้างในเนื่องจากเวลาจำกัด นอกจากนี้ยังมีจตุรัสมากมายให้เดินถ่ายรูปเล่นๆ

ค่ำๆ พี่สาวพาไปนั่งทานข้าวดูพระอาทิตย์ตกริมแม่น้ำดานูบ นั่ง metro สายสีแดงไปลงสถานี Volgatenstrabe มื้อนี้เป็นอาหารกรีก พี่สาวเป็นเจ้ามืออีกเช่นเคย จบวันแรกของการเที่ยวเวียนนา

วันที่สอง เป้าหมายหลักของเราวันนี้คือ พระราชวัง Schönbrunn โดยเราเดินทางด้วย metro อีกเช่นเดิม โดยลงที่สถานี Schönbrunn

จากนั้นเดินไปตามถนน Schönbrunner ประมาณ 10 นาที ถือเป็น Landmark ของเวียนนาเลยก็ว่าได้ที่ทุกคนต้องมา ควรมาตั้งแต่ช่วงเช้าเพราะคนไม่เยอะมาก ไม่ต้องซื้อบัตร เข้าชมฟรี

ข้างในมีสวนขนาดใหญ่ เรียกได้ว่าถ้าจะมาที่นี่ต้องเผื่อเวลาอย่างน้อยประมาณครึ่งวัน และเดินค่อนข้างเยอะ

ถ้าจะมาเที่ยวแล้วเห็นการจัดดอกไม้ในสวน แนะนำช่วงปลายพฤษภา เราไปช่วงต้นเดือนเริ่มมีการลงดอกไม้บ้างแล้วแต่ยังไม่เต็มสวน ข้อแนะนำอีกข้อคือ ตัวอาคารที่เป็นพระราชวังมีสีเหลือง ถ้าเลือกเสื้อผ้าเลือกสีที่ตัดกับสีเหลืองเช่น ฟ้า น้ำเงิน แดง ม่วง

ภายในสวนในพระราชวังซึ่งอยู่ด้านหลังของพระราชวังมีประตูสีเหลืองอ่อนเรียกว่า Gloriette แนะนำให้เดินขึ้นไป เพราะนอกจากจะสวยงามมากแล้ว ยังมองเห็นพระราชวัง Schönbrunn ทั้งหลังแล้วยังมองเห็นวิวเมือง Vienna อีกด้วย

ผังเมืองเค้าดีจังถนนตัวตรงๆ เลย

สวนที่นี่สวยมากๆ นะ นี่ขนาดมาช่วงที่เค้าเพิ่งเริ่มตกแต่งสวน

เราใช้เวลาที่นี่อยู่ครึ่งวันและแวะหาอะไรทาน ก่อนช่วงบ่ายจะเข้าไปในเมืองต่อ
จากนั้นเราเดินทางด้วย metro ไปลงสถานี Karlsplatz เพื่อเดินทางไปยัง Wiener Staatsoper (Vienna State Opera)

จากนั้นสามารถเดินไปยัง สวน Stadtpark ซึ่งเป็นสวนสาธารณะที่ภายในมีรูปปั้นของนักดนตรีและกวีชื่อดังของออสเตรีย ซึ่งจริงๆ  เราก็ไม่ค่อยรูจักหรอกนะ รู้แต่ว่าต้องไปถ่ายกับ รูปปั้นของคนนี้ Johann Strauß-Denkmal เค้าเป็นคีตกวีชื่อดังของออสเตรีย เป็นรูปปั้นคนสีไวโอลินสีทองนะครับหาไม่ยาก

ไม่ไกลกันมากจากสวนมีโบสถ์ชื่อดังคือ Karlskirche หรือ St. Charles’s Church เป็นโบสถ์ที่มีโดมสีฟ้าสดใสอีกหนึ่งแลนด์มาร์คของเวียนนานะครับ

เราอยู่ที่นี่ช่วงบ่าย ก่อนเดินทางต่อไปยังพระราชวังชื่อดังอีกหนึ่งแห่งนั่นก็คือ Schloss Belvedere

การเดินทาง เราเดินทางด้วยรถรางไปลงสถานี Südbahnhof หรือ Quartier Belvedere ซึ่ง พระราชวัง Belvedere มีขนาดเล็กกว่าพระราชวัง Schönbrunn แต่ความละเอียดของสถาปัตยกรรม เราว่าสวยกว่า ละเอียดกว่า

สวนที่นี้ก็สวยไม่แพ้ที่ Schönbrunn

แม่ขอซักภาพ

เราใช้เวลาที่นี่ประมาณ 2 ชม. ก็เย็นพอดี ที่นี่พระอาทิตย์ตกสองทุ่มกว่า จึงมีเวลาเที่ยวเหลือพอที่จะไปชมพระอาทิตย์ตกดินบนเขาที่ใกล้ตัวเมืองตัวเมือง กลับถึงบ้านพักพี่สาวก็สี่ทุ่ม

วันนี้เราเป็นวันแรกที่เรา ขับรถเที่ยวยุโรป กันโดย จุดหมายปลายทางของวันนี้คือ ปราก สาธารณรัฐเชค ซึ่งวันนี้มีคิวนัดรับรถที่สนามบินเวียนนา ตอน 9 โมง

ออกเดินทางโดยรถไฟจากที่พักไปยังสนามบิน เราจองผ่านเว็บไซต์มา เลือกเกียร์ Manual (มั่นในใจการขับมาก ฮ่าๆ) พวงมาลัยซ้ายอีกต่างหาก ครั้งแรกเอาซะหายซ่าเลย เนื่องด้วยขับรถเที่ยวต่างประเทศครั้งแรก และไม่ได้เปิด Roaming ซื้อ Pocket wifi มาก่อน จึงตัดสินใจจอง GPS ติดรถมาด้วย

รถที่เราได้เป็นยี่ห้อ Volkswagen วันไหนมันจะซวยมันก็ซวยทั้งวัน เริ่มด้วยสตาร์ทรถปุ๊ป ขับเกียร์ไม่ได้ เอ๊าทำไง นั่งงงกันอยู่นานสองแม่ลูก ปรากฎว่าสมัยสาวๆ แม่เคยขับ Volkswagen (รถเต่า) มาก่อน เลยรู้ว่าเวลาเข้าเกียร์ถอยหลังของยี่ห้อนี้ต้องกดเกียร์ลงก่อน (บทเรียนบทที่ของวัน)

หลังจากนั้น เรากำลังจะเดินทางไปปรากโดยจะแวะ Parndorf outlet เป็น outlet ที่อยู่ใกล้เวียนนาที่สุด

(หมายเหตุ อย่าลืมขอใบเสร็จเพื่อทำ tax refund)

กำลัง set GPS เพื่อวางแผนการเดินทาง ปรากฎว่าเป็นภาษาเยอรมัน สวัสดีจ้ะประเทศเวียนนา ฮ่าๆ

ยังโชคดีที่ทำการบ้านมาบ้าง เลยใช้ app citymap2go สำหรับเส้นทางในเมือง และ cap ภาพจาก google map ไว้สำหรับเส้นทางไกล ซึ่งวันนี้จะขับผ่าน slovagia ซึ่งการ ขับรถเที่ยวยุโรป นั้น ถ้าขับไปประเทศใดจะต้องมีสติ๊กเกอร์ของประเทศนั้น ซึ่งสติ๊กเกอร์พวกนี้สามารถหาซื้อได้ตามร้านสะดวกซื้อ ตามปั้มน้ำมัน

ความซวยสามจึงเกิดขึ้น เนื่องด้วยการขับรถในยุโรปเป็นแบบพวงมาลัยซ้าย ฉะนั้นการเลี้ยวหรือการขับชิดเลนและการแซงก็จะไม่เหมือนกับการขับพวงมาลัยด้านขวา เราเพิ่งขับพวงมาลัยซ้ายครั้งแรกทำให้ขับงงๆ ทั้งเวลาเลี้ยวและเวลากลับรถ ทันใดนั้นก็สังเกตว่ามีรถคันใหญ่ขับตาม พร้อมบีบแตร์ เราก็พยายามขับหนี บอกเลยตอนนั้นทั้งกลัวทั้งงงมาก เราก็ขับไปจอดที่ Parndorf outlet รถคันนั้นก็ยังตามมาอยู่ เราจอดรถกะว่าอย่างน้อยต้องหาที่ปลอดภัยไว้ก่อน เข้าไปในศูนย์การค้านี่แหละ อย่างน้อยต้องก็มีคนเป็นพยานถ้าเกิดอะไรขึ้น คนขับรถผู้ชายตัวใหญ่ใส่เสื้อยืดกลางเกงขาสั้นเดินลงมา เราก็พยายามเดินหนี คนขับรถยังเดินตามเรากับแม่เรื่อยๆ น่ากลัวมาก ตอนนั้นคิดอะไรไม่ออกเลย ตูไปทำอะไรรึเปล่าวะ หรือจะเป็นมิจฉาชีพ เราพยายามเดินไปใกล้ที่มีคนมากที่สุดอยากน้อยใกล้พนักงานในห้างก็ยังพออุ่นใจ จนสุดท้ายคนขับรถคนนั้นก็ตามเราทัน พร้อมกับพูดภาษาเยอรมันใส่เรา ซึ่งเราฟังไม่ออก เราเลยบอกให้พนักงานในห้างช่วยแปลให้

สรุปว่าเค้าเป็นตำรวจที่พึ่งออกเวรมา ไม่ได้ใส่ชุดตำรวจ เห็นเราขับรถแบบงงๆ ส่ายไปส่ายมา คิดว่าเราเมาเลยจะขอให้มาตรวจ alcohol เราก็บอกเราเพิ่งขับรถพวงมาลัยซ้าย ไม่ได้ดื่มจริงๆ พร้อมโชว์ใบขับขี่สากล ซวยแล้ววันแรกที่ขับรถก็เอาซะแล้ว จากนั้นฮีก็ยังไม่ยอม โทรเรียกเพื่อนที่เป็นตำรวจมาให้เอาที่ตรวจวัด alcohol แบบเป่ามาให้เราเป่า เราก็แบบไม่ได้ดื่มโว้ย แบบจะเอาผิดเราให้ได้ สุดท้ายเพื่อนตำรวจก็เอาที่ตรวจวัด alcohol แบบเป่ามาให้เราเป่า สุดท้ายเราก็เป่า ก็ไม่มี alcohol ก็แน่สิ ก็บอกแล้วว่าไม่ได้ดื่ม ฮีตำรวจนอกเครื่องแบบก็ด่าเราไปชุดนึง

จริงๆ เราก็เข้าใจนะว่าการเป็นมือใหม่หัดขับ(พวงมาลัยซ้าย)นั้นมันเป็นอันตรายกับรถคันอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งถนนใหญ่ ใครยังไม่เคยขับพวงมาลัยซ้ายแล้วจะไปขับรถ แนะนำให้ฝึกขับวนในที่จอดรถขับของบริษัทให้เช่ารถให้ชินสักครึ่งชั่วโมง – 1 ชั่วโมง ก็ออกถนนจริง

แต่สองแม่ลูกก็ยังมีพลังในการช้อปปิ้งต่อ Parndorf outlet นี่ใหญ่ทีเดียวของเยอะ ใครจะมาแนะนำเลย อย่าลืมขอ tax refund ด้วย

จากนั้นซวยสี่จึงบังเกิด ออกมาลืมว่าจอดรถไว้ตรงไหน จำทะเบียนไม่ได้ด้วย เดินหาเป็นชั่วโมง โชคดีที่คุณแม่จำโลโก้บริษัทเช่ารถได้ ถ้าใครเช่ารถแนะนำเลยตอนเช่าบริษัทเค้าจะให้ตรวจสอบรถ ถ่ายรูปให้มันรอบคันจะได้ไม่มีปัญหาเวลาเคลมประกัน ถ่ายป้ายทะเบียนไว้ด้วย

จากนั้นขับรถผ่านทางหลวงของ slovagia ช่วงที่ไปดอก rape กำลังบานสวยมาก สะพรั่งทั้งสองข้างทาง

แต่จุดหมายของเราวันนี้คือ Prague หรือ Praha ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของเวียนนาประมาณ 300km กว่าจะถึงก็สองทุ่มกว่าแล้ว โชคดีช่วงที่เราไปพระอาทิตย์ตกดินค่ำ พยายามหาที่พักที่มี parking ฟรี เลยได้ที่พักนอกเมืองหน่อย ขับรถเที่ยวยุโรป ที่ prague นี่ขับยากมาก ถนน oneway หลายเส้นมาก ถ้าจะมาเที่ยวในเมืองแนะนำจอดรถที่โรงแรมแล้วใช้ metro เอา

วันนี้เข้าที่พัก เราขอแม่ออกไปถ่ายรูป Charles Bridge กลางคืน คนไม่ค่อยเยอะมาก มีคนเตือนเรื่องมิจฉาชีพก็คอยระวัง

ขนาดกลางคืนคนยังค่อนข้างเยอะ

จริงๆ จะมา Prague ก็มาดู Charles Bridge นี่แหละ ไม่ได้ทำการบ้านที่เที่ยวอื่นมาก ตื่นเช้ามาวันนี้มีเวลาแค่ครึ่งวันก็จะไปเที่ยวในเมืองเน้น Charles Bridge ใช้ metro เดินทาง ช่วงเช้าเราเข้าไปเที่ยวใน prague ส่วนใหญ่ก็จะอยู่ที่ Charles Bridge เป็นหลัก
ที่นี่อะไรก็ดูคลาสสิกไปหมด

จตุรัสตรง Old town square ช่วงที่ไปทิวลิปกำลังบานพอดี

คุณนายมาในสไตล์ softๆ

เดินมาเรื่อยๆ ไม่ไกลจาก Old town square ก็จะเจอ prague castle ไกลๆ วันนี้ฟ้าสีหม่นๆ

รูปคู่ซักรูปนะครับ

สวยงามจริงๆ Prague Castle

เดินข้าม Charles Bridge มาก็เจอกับร้านรวงมากมาย

Charles Bridge กับ Prague Castle

เดินกับมาที่ Old Town square ก่อนขึ้นรถไฟกับที่พัก

ช่วงบ่ายเราเดินทางออกจาก Prague ไปยัง Cesky Krumlov กันต่อ

เอาจริงๆ เวลาขับรถนี่ถนนแคบเหมือนกันนะ GPS ภาษาเยอรมันที่เช่ามาก็ฟังไม่ออก ถนนบางเส้นตัดเข้าไปกลางเมือง ขับไปบางทีนึกว่าขับผิดเส้นทาง นี่คือรถที่ใช้ขับครับเป็นเกียร์ manual

กว่าจะถึง krumlov ก็เกือบสองทุ่ม (ได้ข่าวว่าออกจาก Prague ตอนเที่ยง)

หาอะไรกินแถว Old town square

นอกจาก ปราสาท Krumlov แล้วในเมืองก็มีเสน่ห์ไม่แพ้กัน โดยเฉพาะตรง Old town square

ร้านอาหารเยอะด้วยราคาไม่แพงมาก ที่เช็ก ค่าครองชีพถูก อาหารส่วนใหญ่เป็นแนวอาหารเยอรมันกินกับเบียร์ฟินอยู่นะ

พอเข้าที่พัก คนซ่าๆ แบบเราก็ขอบุกปราสาทกลางคืนซักหน่อย

ขึ้นไปจริงๆ แอบน่ากลัวนะ เหมือนปราสาทแดร็กคูล่าเลย

เช้าของอีกวันช่วงเช้าแพลนไว้ว่าจะอยู่ Cesky Krumlov ครึ่งวัน (ทริปเราค่อนข้างแน่น แนะนำว่าถ้า พาแม่ไปเที่ยว เองควรทำตารางให้หลวมกว่านี้)

ช่วงเช้าเดินสำรวจเมือง krumlov เมืองนี้เป็นเมืองเล็กๆ มีแม่น้ำ Vltava ไหลผ่านกลางเมือง

เสน่ห์ของเมืองนี้จริงๆ เราว่าอยู่ที่บ้านเมืองอารมณ์เหมือนพาเราหลุดไปอยู่ในโลกเทพนิยาย fairy tale มีปราสาท krumlov ตรงกลางเมือง

เดินขึ้นไปบนปราสาทจะเห็นวิวเมือง ทั้งเมืองขึ้นได้ฟรี จะมีบางส่วนที่ต้องเสียเงินเข้าไปแต่ไม่ได้เข้าไปส่วนนั้น

ช่วงที่แนะนำให้มาคือช่วง Spring กับ Autumn ถ้ามาช่วง Spring ก็จะเห็นใบไม้กำลังเขียวสวย

ตัดกับสีส้มของหลังคาบ้าน

มุมถ่ายรูปเก๋ๆ ต้องเดินขึ้นไปบนปราสาทแล้วถ่ายเมืองลอดหน้าต่าง (เป็นมุมมหาชน)

เรามีเวลาแค่ครึ่งวัน พอบ่ายก็ต้องไปต่ออีกเมือง(บอกแล้วตารางแน่นมาก) ทริปนี้ฝน/แดด ครึ่งๆ

ถัดไปเราจะกลับเข้าสู่ออสเตรียอีกครั้งโดยเมืองถัดไปที่จะไปคือเมือง Hallstatt

เอาจริงๆ เมืองนี้ไฮไลท์ของทริปนี้เลยนะ ระยะทางไม่ห่างจาก krumlov มากประมาณ 200 กว่ากิโล แต่เหมือนที่บอกว่าถนนเป็นถนนเส้นเล็กรถขับสวนเลน ทำให้ทำความเร็วได้ไม่มาก ไหนจะต้องเผื่อเวลาหลงทางอีก กว่าจะถึง Hallstatt เลยใช้เวลา 4 ชั่วโมง ขอบอกว่าวิวระหว่างทางนี่ฟินสุดๆ มีทุ่งหญ้าสวยๆ สลับกับภูเขาเป็นเอกลักษณ์ของภูมิภาคแถบนี้

มีคนถามว่าบรรยากาศเหมือนสวิตมั้ย เราว่าไม่เหมือนแต่บรรยายไม่ถูกว่าต่างยังไง

เคล็ดลับอีกข้อของเราคือเลือกเดือนทางระหว่างเมืองกลางวัน(ส่วนใหญ่เลือกช่วงบ่ายๆ) เพราะช่วงที่มาเป็น spring พระอาทิตย์ตกดินช้า และช่วงบ่ายอากาศค่อนไปทางร้อน แดดแรง เที่ยวไม่สนุก ที่สำคัญเลยคือ กลัวหลงทาง ถ้าสองแม่ลูกหลงทางกันมืดๆ ไม่ดีแน่

ถึง Hallstatt ก็ใกล้ค่ำ เราพักที่นี่เลย ที่พักจะแพงหน่อยเพราะเมืองเล็กมาก

เห็นเพื่อนบางคนเลือกแบบไปเช้า-เย็นกลับก็มี เหลือเวลาอีกหน่อยก่อนพระอาทิตย์จะตก

เดินสำรวจเมืองหน่อยแล้วกัน ช่วงเย็นพระอาทิตย์จะตกหลังภูเขาของเมืองทำให้เงาของภูเขาจะบังเข้ามาในเมือง ถ่ายรูปไม่สวย ตอนเช้าถ่ายสวยกว่า

ตกเย็นก็หาอะไรทานในเมือง ไม่พลาดเมนูเด็ดที่พี่สาวแนะนำ นั่งชิวๆ กินอาหารชมวิวริมทะเลสาบ

ตื่นเช้า วันที่แดดดีสุดๆ ได้เวลาไปถ่ายมุมมหาชนของ Hallstatt กันหน่อย

ทะเลสาบที่นี่มีหงส์ด้วย

ชอบบ้านเมืองนี้ที่สุด

เค้าจัดบ้านน่ารัก มีดอกไม้ประดับตกแต่ง ชอบที่ปลูกต้นไม้ไว้ริมผนังบ้าน เก๋ไปอีกแบบ

เดินไปเรื่อยๆ เค้าบอกต้องมาที่สุสาน วิวมันสวยมาก!!! วิวสวยจริงยอมรับ

แดดเริ่มแรง กลับไปเดินต่อในเมือง

รูปคู่กับแม่ซักรูป

มุมมาตรฐานที่คุ้นเคย

บรรยากาศในเมืองช่วงเช้า

ลำธารกลางหมู่บ้าน

ชุดนี้ของแม่ ชมพู่ยังต้องชิดซ้าย

หลังจากนั้นก็เดินต่อไปเพื่อชมวิวเมืองทางขึ้นเดียวกับที่จะเข้าไปชมเหมืองเกลือ เมื่อก่อนเมืองนี้เค้าทำเหมืองเกลือกัน จะไปขึ้นกระเช้ากันต่อ เราเลือกแบบนั่งกระเช้าอย่างเดียวไม่เข้าเหมืองเกลือ

วิวทะเลสาบ

วิวเมืองจากจุดชมวิวข้างบน โอ้ววว ข้างบนหนาว แดดดีและวิวดีมาก ไม่สามารถอยู่ได้เกิน 1 ชม. ก็ต้องลงมาเพราะต้องไปต่อเมืองถัดไป

ดอกไม้กำลังออกดอก ระหว่างทางเดินกลับที่พัก

เมืองที่จะไปต่อเป็นเมืองใหญ่อีกเมืองของออสเตรียนั่นคือเมือง Salzburg ระยะห่างจาก Hallstatt จริงๆ ก็ประมาณ 70 กิโล เนื่องจากเราขับรถมาจึงต้องหาโรงแรมที่มีที่จอดรถฟรี เลยเลือกที่พักที่ไม่ได้อยู่ใจกลางเมือง วันนี้แดดดีทั้งวัน อากาศที่นี่เอาแน่เอานอนไม่ได้ บางวันแดดดีพออีกวันฝนตกหนัก ไหนๆ แดดดีแล้วก็ลุยต่อในเมืองเลย

Salzburg นี่เป็นเมืองมรดกโลก อยู่ทางตะวันตกของเวียนนา ใกล้ชายแดนเยอรมัน ใกล้กับมิวนิกมาก บางคนเลยมาเที่ยวโดยบินลงมิวนิก ไฮไลท์สำคัญของเมืองนี้คือเป็นบ้านเกิดของโมสาร์ท เมืองนี้เป็นอีกเมืองที่มีสถาปัตยกรรมที่สวยออกแนวหรูหราไม่แพ้เวียนนา มีปราสาท Hohensalzburg ตั้งอยู่บนเนินเขากลางเมือง

เราซื้อตั๋วเพื่อเข้าชมปราสาทนี้

วิวเมืองจากข้างบนปราสาท

คุณนายขอซักรูป

มุมมหาชนต้องถ่ายลอดหน้าต่าง

ชมวิวอีกฝั่งของเมืองสวยไม่แพ้กัน

ยังคงมีความเป็นธรรมชาติ เห็นภูเขาสลับกันไป

อยากถ่ายรูปวิวกลางคืนของ Salzburg พอขึ้นไปวิวสวยเหนือคำบรรยายจริง

ที่นี่พระอาทิตย์ตกดินสามทุ่ม

แวะทานอาหารเย็นข้างบนเลย อร่อยใช้ได้ วิวดี

ได้เวลาเดินกลับที่พัก

วิวปราสาทกลางคืนสวยจริงๆ

เดินลงมาตามทางเจอถนน Getredegasse เป็นถนนช้อปปิ้งหลักของเมือง

ชอบตรงป้ายร้านค้าต่างๆ พร้อมใจกันทำด้วยเหล็กดัดสวยงามไม่เคยเห็นที่ไหน

หมดแรงกลับไปนอนที่พัก หมดไปอีกหนึ่งวัน

เช้าวันรุ่งขึ้น วันนี้อากาศแย่สุดๆ ฝนตกหนักทั้งวัน ออกไปเดินเล่นเก็บตกในเมืองซักหน่อยแต่ไม่ค่อยได้ถ่ายรูปอะไร พระราชวัง Mirabell ช่วง spring ถูกแต่งสวนสวยด้วยดอกไม้นานาชนิด

ทางเดินในเมืองคดเคี้ยวลอดไปลอดมาสนุกดี ถึงเวลาต้องบอกลา Salzburg ต่อไปเราจะย้ายประเทศไปยัง Slovenia

ก่อนอื่นต้องเตรียมซื้อสติ๊กเกอร์ติดหน้ารถสำหรับเข้า Slovenia เพราะป้ายทะเบียนรถของเราเป็นป้ายออสเตรีย เมืองถัดไปที่เราจะไปคือเมือง Bled เป็นเมืองเล็กๆ แต่มีไฮไลท์สำคัญคือมีเกาะอยู่กลางทะเลสาบ บนเกาะจะมีโบสถ์อยู่ จริงๆ ระยะห่างจาก Salzburg ไม่มากประมาณ 200 กิโล แต่วันที่เดินทางฝนตกและถนนขับยากด้วย กว่าจะถึง Bled ก็เย็นมากแล้ว
ถนนระหว่าง Salzburg ไป Bled ทางเป็นภูเขามีอุโมงค์ให้รถวิ่งทางเดียว

รถติดยาวทำให้ระยะเวลาเดินทางเพิ่มขึ้น

เราเลือกพักที่เมือง Bled เลย ที่พักน่ารักมากเห็นวิวเกาะกลางทะเลสาบจากหน้าต่างห้องเลย

ตอนเย็นกินอาหาร Slovenia ซักหน่อย อาหารที่นี่เน้นปลาเป็นหลัก สั่งเมนูปลาคอทมา สดอร่อยใช้ได้ทีเดียว

ตอนเย็นเดินสำรวจสถานที่กันหน่อย

มองไกลๆ เห็นเค้าจัดงานแต่งงานด้วย

รอบๆ ทะเลสาบมีทางเดิน

ช่วง spring เจอดอกไม้สวยๆ เยอะเลย

ปิดท้ายภาพกลางคืนจากหน้าต่างห้อง

ตื่นเช้ามาฝนยังตกต่อเนื่อง วันนี้ไม่มีดวงจริงๆ

มีเรือบริการนำเที่ยว

จริงๆ มีจุดชมวิวหลายจุดนะ อย่างเช่น ยอดเขาเตี้ยๆ ที่ชื่อ Ojstrica แต่วันนั้นอากาศไม่ดีเลยไม่ได้ขึ้นไป จริงๆ ที่นี่มีปราสาทอยู่บนยอดเขาด้วยนะแต่ไม่ได้ไปเช่นกัน

ถึงเวลาต้องบอกลาเมือง Bled แล้ว

เมืองสุดท้ายของทริปนี้คือเมือง Piran ประเทศ Slovenia เป็นเมืองท่าติดทะเล adriatic ใกล้เมือง Trieste ของประเทศอิตาลี ขับรถจาก Bled ประมาณ 170 กิโล เดินทางช่วงบ่ายเช่นเดิม

ระหว่างทางภูมิประเทศเปลี่ยนไปชัดเจน คือ จากภูเขาเริ่มมีภูมิประเทศเป็นทะเลมากขึ้น ถนนขับยากมาก นี่ว่าแถวเช็กกับออสเตรียขับยากแล้ว เจอ Slovenia นี่ยอมแพ้เลยจ้ะ ทางชันๆ มีให้เห็นได้บ่อยๆ ตัวอย่างเช่น ทางเข้าเมือง Piran นี่ชันสุดๆ ขับรถเข้าไปในเมืองนี่เสียค่าจอดรถด้วยนะ โชคดีที่จองโรงแรมที่มีที่จอดรถฟรีเลยไม่ต้องเสียค่าจอดรถ (โรงแรมอยู่ตรงทางเข้าเมืองเลย)

มาถึงบ่ายๆ เข้าที่พักแล้วออกมาหาของกินก่อนเลยเพราะหิว สั่ง Seafood platter อาหารทะเลสดมากแล้วราคาก็ไม่แพง จานนี้ไม่ถึงพันๆ

ออกไปเดินในเมืองก่อนฝนจะตกเมืองนี้เป็นเมืองเก่า สีบ้านในเมืองจะเป็นสีอิฐสวยดี

มีคนตกปลาและมาเล่นน้ำ

ย่านเมืองเก่าให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ Italy

ภาษาสโลเวเนีย ชอบมีคำว่า Ja อันนี้ Policeจ้า

ถ่ายแฟชั่นเซ็ตให้คุณนายเค้าหน่อย

มีท่าเรือจอดเรือส่วนตัวด้วย

ฝีมือถ่ายภาพของแม่

ชอบมุมนี้

เจอคนมาถ่ายพรีเวดดิ้งบ่อยมากทริปนี้

และแล้วพายุก็เข้า วันนั้นตอนเย็นเลยได้แต่อยู่ในที่พัก เช้าวันรุ่งขึ้น วันนี้ต้องเดินทางไกล เพราะไฟล์ทบินรอบดึกออกจากเวียนนา ตอนเช้า

เราขึ้นไปยังป้อมปราการเก่า เพื่อดูจุดชมวิวเมือง Piran ค่าเข้าเป็นประตูหยอดเหรียญคนละ 1 euro ขึ้นไปเห็นตัวเมืองยื่นออกไปเป็นแหลม Piran ในทะเล Adriatic

สารภาพว่าอยากมาเมืองนี้เพราะภาพมุมนี้เลย

จากนั้นเราขับรถลากยาวจาก Piran ไป Vienna airport เลย ไม่ได้แวะเข้า Ljubljana ซึ่งเป็นเมืองหลวงของ Slovenia ระยะทาง 500 กว่ากิโล แต่ถนนขับง่าย ใช้เวลา 6 ชั่วโมงกว่า ถึงสนามบินเวียนนาประมาณทุ่มนึง จริงๆ ถ้ามีเวลาสักวันระหว่างทางแนะนำว่าอาจแวะเมือง Ljubljana ของ Slovenia และเมือง Graz ของออสเตรีย ซึ่งเป็นเมืองที่เป็นทางผ่านไปสนามบิน

รวมแล้วทริปนี้ 11 วัน (จริงๆ อยู่แค่ 9 วัน) 7 เมือง ค่าเสียหายหลายแสน

จบแล้วครับสำหรับทริปแรกของ ” พาแม่ไปเที่ยว ”

ครั้งหน้าพาแม่ไปเที่ยวจะพาแม่ไปเที่ยวไหนอีก

โปรดติดตามต่อไปครับ

ขอบคุณ Guest สุดพิเศษ สังกัด Pantip ที่มามอบประสบการณ์ ขับรถเที่ยวยุโรป พาคุณแม่ตะลุย 3 ประเทศกันแบบจัดเต็มสุดๆ ได้รับเสียงปรบมือจากเราไปเลย!!
ระดับความน่าไป : ✩✩✩✩✩
พูดคุยกับ Guest ได้ที่ : https://www.facebook.com/TakeMomTourWorld/


ชอบ บทความ มัชรูมทราเวล ทำไงดี…?
1.กดแชร์ต่อ ให้เพื่อนอ่านบ้าง
2. คลิก Like และ ติดตามเราได้ที่ Facebook www.facebook.com/mushroomtravel/

—————

Mushroom Travel มีโปรแกรม ทัวร์ยุโรปตะวันออก ให้เลือกมากที่สุด
โทร. 02-105-6234 (30 คู่สาย)
CustomerService@Mushroomtravel.com
Line id : @mushroomtravel

สินค้าที่เกี่ยวข้อง
ไปด้านบนสุด