ค้นหา

Loading...

สิงคโปร์ 5 วัน 5,000 ก็ไปได้ !!

สิงคโปร์ 5 วัน 5,000 ก็ไปได้ !!
โพสเมื่อ

สิงคโปร์ 5 วัน 5,000 ก็ไปได้ !!

ครั้งนี้มัชรูมทราเวลได้ Guest คนพิเศษจะมาพา เที่ยว สิงคโปร์ งบ 5000 บาท!! หืมม…เที่ยวต่างประเทศด้วยราคาน่ารักขนาดนี้ จะเป็นไปได้ยังไงน้ออ… แล้วเค้าไปเที่ยวไหน กินอะไร ใช้เงินยังไงบ้างในงบแค่ 5,000 บาท ไปติดตามกันเล้ยยย

เที่ยว สิงคโปร์ งบ 5000

มันไปได้จริงๆนะ ถ้าเราจองตั๋วบินได้ถูก และไม่เข้า USS และที่เสียค่าเข้าอื่นๆ
อ่าว… แล้วที่นี้จะเที่ยวอะไรล่ะ ไปสิงคโปร์ทั้งที ไม่เข้า USS ก็เหมือนไปไม่ถึงนะ!!
มาดูสิว่า เราไปถึงสิงคโปร์จริงๆรึป่าว ด้วยการ เที่ยว สิงคโปร์ งบ 5000 ><

ก่อนอื่นขออธิบายรายละเอียดค่าใช้จ่ายก่อนน้า เผื่อมีคนอยากรู้
มาสิงคโปร์ ที่เราต้องเที่ยวแบบประหยัด เพราะค่าใช้จ่ายเราคูณสองหมดเลย ด้วยความที่ไปกับน้องสาว แต่แบ็คแพ็คไปคราวนี้สนุกมาก ด้วยความที่เราสนิทกันนี้แหละ อยากไปไหนก็ไป ไม่ต้องมามัวเกรงใจกัน แล้วด้วยความเป็นพี่ พี่จะไปไหน สั่งอะไร น้องยอมเราหมดค่ะ 5555555

ย้อนไปเมื่อปีที่แล้ว เหมือนชะตาฟ้าลิขิตให้ถูกหวยได้เงินมา 3,000 บาท ประจวบเหมาะโปร 0 บาทดันมาออกซะตอนนี้ เลยอดตาหลับ จองไปเที่ยวซะเลย แท่แด้น.. แล้วเราก็ได้มันมา สิงคโปร์ 5 วัน 4 คืน ในราคา 3,472 บาทถ้วน !! ตกค่าตั๋วคนละ 1,736 บาทถ้วนนนนน แอบภูมิใจเล็กๆเวลาจองโปรได้ถูก แล้วเพื่อนถาม ฮี่ฮี่

ตอนแรกเราเลือกสนามบิน อู่ตะเภา เพราะเราอยู่ระยอง แต่กว่าจะได้บิน จองมันซะข้ามปี ทางสนามบินดันปิดเส้นทางซะงั้น เลยมี 2 ทางเลือกคือ บินเร็วขึ้น เลื่อนวัน ขึ้นเครื่องที่เดิม หรือจะเปลี่ยนมาขึ้นดอนเมือง แล้วบินวันเดิม ด้วยความที่น้องสาวเราติดเรียน+สอบที่มหาลัย เลยทำให้เลือกที่จะมาขึ้นที่ดอนเมือง เราเลยได้ราคานี้ อิอิ เราคิดว่าภาษีสนามบินที่อู่ตะเภามันถูกว่าดอนเมือง เลยเป็นผลทำให้เราได้ตั๋วถูก มว้ากกก

ตามด้วยค่าที่พัก เราจองเป็น hostel ด้วยความที่นอนตั้ง 4 คืน เลยลองจอง 2 ที่ดีกว่า จะได้เปรียบเทียบถูกว่าอันไหนดี
แล้วก็ได้มาในราคา 4 คืน 3,638 บาท หารสอง ก็คนละ 1,819 บาท
เท่ากับว่าตอนนี้เราใช้ไป 1,736+1,819 = 3,555 บาทแล้วเด้อ

แอบเชียร์ที่ meadows hostel อยู่ใกล้สถานี lavender สายเขียว เดินไม่ไกล เดินทางสะดวก มี fairprice มีร้านอาหารราคาไม่แพง ห้องพักสะอาด ที่สำคัญ ห้องน้ำสะอาดมว้ากกกกก คุณผู้หญิงอย่างเราๆปลื้มค่ะ พนักงานน่ารักกันเองดี มีผ้าม่านกั้นระหว่างห้อง มีความเป็นส่วนตัวด้วย แถมปลั๊กหัวแปลง ทิ้งไปได้เลย ไม่ต้องพกไป ขาแบบไหนก็จิ้มได้ อิอิ ดีงาม เจ้ปลื้มค่ะ ไม่ได้ค่าคอมอะไรทั้งสิ้น ความชอบส่วนตัวจ้า ><

ที่เหลือก็เป็นค่าเดินทางและค่ากิน เราเลือกที่จะใช้ Singapore Tourist Pass สามวันในราคา 20$ และสองวันในราคา 16$ ซึ่งมีค่ามัดจำบัตร 10 $ เราจะได้คืนในตอนที่เราคืนบัตร

เท่ากับว่าเราสูญเสียค่าเดินทางทั้งสิ้น 36$ คิดเป็นเงินไทย 900 บาท
ค่าเสียหายตอนนี้อยู่ 1,736+1,819+900 = 4,455 บาท

เหลือเงิน 500 เอง จะกินยังไงให้อยู่รอดละเนี่ย!! ไปติดตามทริป เที่ยว สิงคโปร์ งบ 5000 กันนะ โถ่ววว อัตคัดจัง 555555
ปล.1 มาสิงคโปร์ ข้าวมันไก่เทียนเทียนในตำนาน เราก็ได้กินนะฮะ
ปล.2 ขนมปัง โดนัท ของทอดเจ้าดัง old changkee สเลิ้ปปี้แอปเปิ้ล เราก็กิน
ปล.3 ของฝากเราก็ซื้อนะ ไม่เชื่อ เดี๋ยวแนบรูปให้ดู ฮี่ฮี่

วันพุธที่ 24 พ.ค. 60
บิน 10.40 น. ถึง สิงคโปร์ 14.05 น.

และแล้วด่านแรกก็มาถึง Immigration เราโดนตม.ถามมมมม!! ภาษางูงูปลาปลาอย่างเรา เหงื่อตกกันเลยที่เดียว ตอนแรกก็ฟังไม่เข้าใจ ส่งสายตาหาน้องสาวที่ผ่านไปแล้ว มันไม่โดนถามอะไรเลย ฮือออ

พยายามจับใจความได้ประมาณว่าลงเครื่องที่ T1(เทอร์มินอล) ทำไมถึงมาที่ T2 เราก็ตอบไปเลยจ้า ไอรีดอินเตอร์เน็ต อินเตอร์เน็ตเทลมี โกทูเทอร์มินอลทู โกทูเอ็มอาร์ที โกทูเดอะซิตตี้ 555555555 ขำตัวเองตอนนั้นเหมือนกัน อยากไปเรียนภาษาเพิ่มกันเลยทีเดียว

แล้วเขาก็ถามอย่างอื่นนะ เช่น โหลดกระเป๋ารึป่าว พักอยู่ที่ไหน บลาๆ แล้วเราก็ผ่านมาได้ด้วยดี ได้ลูกอมมา 1 เม็ด ไม่กล้าหยิบเยอะอะ เกรงใจ

เอ้อออ คุณลุงที่ช่วยเราเขียนใบตม. น่ารักมาก เป็นลุงอายุค่อนข้างเยอะแล้ว แกถามว่าเป็นคนไทยหรอ เราก็บอกว่าใช่ แล้วแกก็ร้องเพลงพี่เบิร์ดเป็นภาษาไทย น่าร้ากกกกก แกบอก พี่เบิร์ดมายไอดอล <3

เราเข้าที่พักไปเช็คอิน ตอนแรกกะว่าจะไม่ซื้อซิมแล้ว ใช้ไวไฟห้องพักเอา ปรากฎว่าดวงดีอีกแล้ว ทางห้องพักถามเราว่าซื้อซิมโทรศัพท์กันมารึยัง เขามีโปรโมชั่นนะ ฟรี ไม่เสียเงิน เหมือนเขามีเยอะอะ คนอื่นคงไม่ค่อยเอากันมั้ง คงซื้อกันมาหมดแล้ว ขนมาให้เราตั้ง 6 อันแหนะ

ซิมอันนึงใช้ได้ราวๆ 1 วัน เน็ตมันมีแค่นิดเดียว เราใช้เปิด กูเกิ้ลแมปตลอด ไม่ค่อยได้เอาเล่นโซเชี่ยลอะไรเลย หน้าตาเป็นงี้ ประมาณนี้

ให้เพื่อนร่วมทางที่เจอตอนบนเครื่องไป 1 อัน พอดีน้องสาวมันขอไลน์ติดต่อกันเอาไว้ ^^

** อย่าลืมกรอกน้ำก่อนออกจากห้องพักทุกครั้งนะคะ ขวดน้ำสำคัญมาก พกไปเลยคนละขวด เอาจริงเราไม่ค่อยเห็นร้านสะดวกซื้อซะเท่าไรเวลาเดินเที่ยว จะเจอตามสถานีรถไฟฟ้าเท่านั้นเอง เมืองเขามีแต่ตึกสูงๆ แล้วก็ห้าง หาซื้อของกินยากคะ

เริ่มต้น เที่ยว สิงคโปร์ งบ 5000 โปรแกรมแรกเราตั้งใจจะไปดูวิว 360 องศา ที่ ion orchard ขึ้นรถไฟฟ้าลงสายสีแดงที่สถานี orchard เดินขึ้นมาในห้างได้เลย สะดวกสบายมากเจ้าค่ะ

แต่ ion sky ชั้น 55 ที่เขาว่าสวย ดันปิดปรับปรุงซะงั้น เง้อออ อดเลยเรา ยังไม่ลดละความตั้งใจ นี่ตามรีวิวมาว่าที่ orchard gateway มันถ่ายรูปสวยนะ เลยไปซะหน่อย ค่ารถไฟฟ้าเราเหมาแล้ว จะขึ้นกี่เที่ยวก็ได้ ฮ่าฮ่า เลยขึ้นรถไฟฟ้ามาลงสถานีใกล้ๆ สายสีแดง สถานี somerset

เอ้อ.. จะบอกว่า เวลาออกจากรถไฟฟ้า ดูป้ายทางออกง่ายมาก เขามีบอกหมด ไม่ต้องกลัวหลงเลย อยากไปไหน อ่านป้ายจ้าาา

เดินเล่นในห้าง ถ่ายรูปชิวชิว

แล้วฝนเจ้ากรรมก็ตก เรามีแพลนจะไปดูสิงโตพ่นน้ำ ฝนอ่อยลงมานิดหน่อย
//ฝนอ่อย ภาษาระยองเขาแปลประมาณ ฝนรินๆ ฝนตกนิดหน่อย ฝนตกเบาๆไรงี้ 5555

แต่ไม่เป็นไร เราสู้ เพราะเรามีหมวก // ไอเท็มสำคัญ ควรพกไปอย่างยิ่งกันได้ทั้งแดด ทั้งละอองฝน

เดินกันไปเรื่อยๆ เริ่มต้นจากสถานี city hall เรารู้สึกว่าคนที่นี่เขามีระเบียบดีเนอะ ดูจากการขึ้นบันไดเลื่อน ใครรีบก็ไปก่อนเลย เราไม่รีบ เราชิดซ้าย

เราเดินผ่าน St. andrew’s cathedral // Natinal gallry // Victiria Theater and concert hall // ACM // The fullerton hotel บางทีก็ไม่ได้ถ่ายรูปมา เราคิดว่า เราจะต้องมาซ่อมแน่ๆ วันนี้ไม่น่าประทับใจเลย ด้วยความที่น้องมันใส่รองเท้าแตะ เดินแล้วลื่นมาก จับแขนกันตลอดทาง คนอื่นต้องมองว่ามีซัมติงกันแน่ๆเลย ฮ่าฮ่า

แล้วก็มาถึงจนได้ เจ้าสิงโตของข้า คนเยอะแยะมากมาย ฟ้ามืดแล้ว ไฟตึกสวยมาก แต่ฝนตก นี่ควักเสื้อกันฝนมาใส่เลยจ้า ก็ไม่อยากป่วยอะ ยังอยู่อีกตั้ง 4 วัน เซฟตัวเองไว้ดีสุด กลัวเที่ยวไม่สนุก

แล้วก็จบวันแรก เรานั่งบัสกลับที่พัก บัสขึ้นไม่ยากเลย แถมไม่ต้องเดินไกลด้วย เราเปิดกูเกิ้ลแมป จิ้มไปเลย เราอยู่ที่ไหน ต้องการจะไปที่ไหน มันฉลาด จะขึ้นให้เลย ต้องขึ้นบัสสายไหน กี่บัสสต็อปจะถึง

ยกตัวอย่าง อันนี้เราจะกลับที่พัก มันขึ้นเลยว่า อีกกี่นาทีรถมา กี่บัสสต๊อปถึงปลายทาง สบายยยยย

วิธีขึ้นอีกอย่างคือ ขึ้นประตูหน้า ลงประตูหลัง
ตรงทางลงที่ติ๊ดบัตร เครื่องมันจะมีบอกตลอด ว่าเราอยู่ตรงไหนแล้ว บางทีกลัวไง จะเลยมั้ย ไปยื่นใกล้ๆ ดูรูปเลยจ้า ว่าถึงรึยังน้า

สรุปว่าวันนี้ก็ไม่ได้ซื้ออะไรกินเลย กินมาจากสนามบิน พอมาถึงก็ตื่นเต้นจนลืมหิว 555555
กลับมาต้มมาม่ากิน ที่พักมีจานชามน้ำร้อนให้พร้อม ฟินมากกกกก พกมาจากไทย อัดยาคล้ายกล้ามเนื้อไปด้วย เพราะปกติไม่ได้เดินเยอะแบบนี้

อีกอย่างที่สำคัญ เราควรปริ้นแผนที่รถไฟฟ้ามาด้วย เอาเล็กๆพอ ขนาดครึ่งกระดาษ A4 กำลังดี พกง่าย จะไปไหนก็ดู ของเรานี่กว่าจะครบ 5 วัน เล่นเอาซะกระดาษเปื่อยเลยทีเดียว ที่สนามบินเขาก็มีแผนที่แจกนะ แต่เราว่ามันใหญ่ไป บางอันใหญ่เว่อร์วังอลังการมาก ชนิดที่ว่าสองคนควรช่วยกันถือเลยทีเดียว 555555555

วันพฤหัสบดีที่ 25 พ.ค. 60
วันที่ 2 ของเราในสิงคโปร์

Sungei buloh wetland reserve

เริ่มเช้าวันใหม่ในสิงคโปร์ เราตื่นกันเช้ามาก จัดการกรอกน้ำให้เต็มขวด กินขนมปังปิ้ง กาแฟจากที่พักจนอิ่มแล้ว ก็ออกเดินทาง วันนี้มีแพลนจะเดินป่า มันเป็นกึ่งๆป่าชายเลนนะเราว่า เป็นอ่างเก็บน้ำของที่นู้นเขา

วิธีการมา คือนั่ง รถไฟฟ้าสายสีแดงมาลง kranji station แล้วหาทางออกที่ไปป้ายรถบัส เราขึ้นบัสสาย 925 ที่ป้าย 45139 แล้วลงที่ป้าย 49199 @kranji reservoir

รูปข้างล่าง ถ้าเรานั่งบนบัส แล้วรถขับข้ามแม่น้ำ แสดงว่าใกล้ถึงแล้ว รถจะเข้าไปจอดที่ป้ายเลย เราต้องเดินต่ออีกนิดหน่อย ถามคนแถวนั้นก็ได้ว่า sungei buloh wetland reserve ไปทางไหน หรือจะเปิดกูเกิ้ลแมปแล้วเดินตาม เอาตามสะดวกเลยค้า

เราเลือกจะใช้วิธีถามคนแถวนั้น เพราะไม่อยากใช้เน็ตมาก มีจำกัด ส่งแพลนให้เขาดู ว่าจะไปที่นี่ ไปทางไหน คุณลุงพูดขึ้นมาว่า อ้าวว… คนไทยหรอ เราก็บอกใช่แล้วค้า คุณลุงพูดไทยได้ ชัดด้วย คุยกันสักพัก คุณลุงก็บอกทางเรา แกมาทำงานอยู่สิงคโปร์ น่ารักมากก

สมกับที่เราภาวนามาตลอดว่า ขอให้การเดินทางของเรา เจอแต่เรื่องดีดี เจอมิตรภาพดีดี

พอเดินเข้ามา เราก็จะเจอพวกป้ายบอกทาง เจอจักรยาน ที่นี่เขามีจักรยานให้เราขี่ฟรีนะ แต่!! ต้องมี app แสกน แล้วมันจะปลดล็อคให้ แต่ว่า ลองโหลดมาแล้ว จะใช้ต้องมีค่ามัดจำใน app นะสิ ก็เลยขอบาย เดินดีกว่า

เดินต่อเข้ามาอีกนิด จะเป็นคล้ายๆแกลอรี่ จัดแสดงเกี่ยวกับธรรมชาติของที่นี่ เข้าไปเดินตากแอร์สักพัก ถ่ายรูปจนหนำใจ ก็ได้เวลาเข้าป่าแล้วววววว

เดินเข้ามาด้านใน มีป้ายบอกทางอยู่เรื่อยๆ ไม่ต้องกลัวว่าจะหลง จะเปลี่ยว จะอันตราย เรามาที่นี่ มีเด็กมาทัศนศึกษาด้วย เสียดายไม่ได้ถ่ายรูปไว้ เด็กเขาก็น่ารักดีนะ เดินผ่านกัน ก็กล่าวทักทายเราสองพี่น้องตลอด

เราชอบเวลาเด็กๆเขาคุยกัน เราก็พอฟังออกบ้าง น้ำเสียงเด็กๆดูตื่นเต้นเวลาได้เจอสิ่งแปลกๆ เราชอบสำเนียงนะ แบบถ้าอยู่ที่ไทย การที่เราพูดแบบนี้คงโดนหาว่ากระแดะ แต่การพูดภาษาอังกฤษแบบโทนเสียงเดียว ทำให้เราคุยกับคนที่นี่ไม่ค่อยรู้เรื่อง เอ๊ะไม่เกี่ยว ปกติก็พูดไม่ค่อยรู้เรื่องอยู่แล้วนิน่า 5555555

เราขอเรียกเจ้ากลมๆนั้นว่า pod แล้วกัน ที่นี่จะมี pod แบบนี้อยู่ประมาณ 4 pod เดินถ่ายรูปกันเพลินๆ แดดไม่ร้อนมาก ในนั้นก็อากาศดี

เรียกได้ว่าเดินถ่ายรูปกันเพลิน ลืมเหนื่อยกันเลยทีเดียว เราชอบเดินแบบนี้นะ ความชื้นของป่า ทำให้เราสดชื่น

ทางเดินเป็นคอนกรีต สลับกับสะพานเชือกบ้าง ตามทางบางทีก็มีพวกกุ้งหอยปูปลา แต่แอบตกใจป้ายเตือนจระเข้ เห็นว่ามี แต่ไม่อันตรายนะ มันไม่สามารถขึ้นมาทางที่เราเดินได้

หลังจากที่เรากลับมาจากสิงคโปร์ เวลาลงรูป-เช็คอินในอินตราแกรม มันจะขึ้นสถานที่ใช่ม่ะ เรากดเข้าไปดูรูป มีคนถ่ายจระเข้มาด้วยอะ มันมีจริงๆ ดีนะเราไม่เจอ น่ากลัววววววว

มีเรื่องตลกจะเล่า หลังจากที่เดินป่ากันเสร็จแล้ว เดินออกมาหน้าป้าย เราเถียงกับน้องมัน ว่ามันไม่ใช่ที่เดิมที่เราเดินเข้ามานะ มันก็เถียง ว่าที่เดียวกัน ดูป้ายสิ เห็นมั้ย เหมือนกันเลย มันมีสองป้ายเฟ้ยยยยย ทางเข้ากับทางออก ไงละหึหึ

เวลาเราเดินออกมาแล้ว มันจะมีรถบริการส่งที่ป้ายรถเมล์ด้วย คนขับเขาก็ส่งสายตาเชิญชวน ว่าขึ้นมั้ย เราก็ไม่เป็นไร คิดว่ามันไม่ไกล ที่ไหนได้ ดูจากถนนสิ สุดสายตา เล่นเอาเดินขาลากเหมือนกัน 5555555

ขากลับ ขึ้นรถที่เดิม แต่ดันเลยป้ายซะงั้น ไม่เป็นไร ทุกอย่างมีทางแก้ไข นั่งเลยไปลงรถไฟฟ้าอีกสถานีเอา แล้วเราก็นั่งกลับมาที่สถานี kranji เพื่อกินข้าว ราคาแสนประหยัด $2.50 ข้าวเค้าจะหุงแบบมีกลิ่นหอมๆด้วย นึกไม่ออกว่ามันเป็นกลิ่นอะไร จะเก็บกลับมาให้แม่ชิมก็กระไรอยู่

ซอสสีแดงๆเขาอร่อยมาก เราชอบ เห็นยังงี้ ข้าวเยอะมากเลยนะ น้องมันกินไม่หมด เราเองก็เกือบไม่หมด ส่วนน้ำเราพกมาเองจากที่พัก เติมพลังงานแล้ว ไปเที่ยวกันต่อ ลุย!!

Sambawang temple

ก่อนไปเที่ยวไม่นาน เราเจอรูป ไหว้พระ 9 วัดในสิงคโปร์ เราก็เห้ย ตรงนี้ๆผ่านนี่น่า มาร์คจุดไว้ว่าจะไปไหว้พระ คิดไว้ว่าคงไม่น่าจะไปยาก เลยไม่ได้หาข้อมูลอะไรมากมาย หลังจากกินข้าวเสร็จ ก็คิดว่าจะไปไหว้พระ เอาสิริมงคล เพราะอ่านมาว่า วัดนี้ดังเรื่องค้าขายรุ่งเรือง (เราทำร้านอาหาร เรื่องดวงเรื่องอะไรแบบนี้ก็พอจะเชื่อถือกันอยู่)

ตามกูเกิ้ลแมปไป นั่งบัสเลยสายบ้าง หลงบ้าง โอ้ยแรกๆก็ขำ หลังขำไม่ออก ลงบัสแล้ว ถามคนพื้นที่ ทำไมคนแถวนี้ไม่รู้จักกันเลยหว้า เริ่มใจไม่ดี แต่ก็ยังเดินตามอากู๋ไป ทางเดินเป็นบ้าน ขึ้นเนินบ้าง ไรบ้างก็คิดในแง่ดี เอ้อ.. บ้านเมืองเขาก็สวยดีนะ

พอถึงเท่านั้นแหละ เห็นรูปล่างขวามั้ย!!! นี่เรามาบ้านใครหว้ะเนี่ยะ T^T อยู่หน้าบ้านสักพัก มีผู้หญิงสองคนเข้าไปนะ มีพระจีวรสีเข้มๆออกมาเปิดประตู เอิ่มมม อะไรกันเนี้ย กูเกิ้ลพาชั้นมาที่ไหน เง้อออ หลงกันไป สนุกดีเหมือนกัน จริงๆมันผิดที่เราไม่ทำการบ้านมาให้ดีนั้นเอง เราน่าจะพิมพ์ชื่อวัดผิดด้วยแหละมั้ง 55555

Fort canning park

นั่งบัสกลับมาที่สถานีรถไฟฟ้า ลงสถานี dhoby ghaut มุ่งหน้าตรงไปยังแลนมาร์ค ที่คนไทยชอบไปกันนั่นก็คือ fort canning park ลงรถไฟฟ้ามา จะเห็นตึกกำลังก่อสร้างอยู่ ไม่รู้ตอนนี้ทำเสร็จหรือยัง เดินไปเรื่อยเรื่อย ตามป้ายบอกทาง จะเจออุโมงค์ เดินลอดอุโมงค์ก็จะเจอบันไดวนที่เราตามหา

เจอเจ้าบ่าวสาวมาถ่ายรูปพรีเวดดิ้ง รออยู่พักใหญ่เค้าถึงจะถ่ายเสร็จ กินเวลาไปเยอะเหมือนกัน ตั้งใจว่าจะไปต่อ Clarke Quay จริงๆแพลนวันนี้มีไป USS ด้วยนะ แต่คงไม่ได้ไปแล้ว เพราะเวลาไม่น่าจะพอ แล้วตอนนี้แบตกล้องก็หมด คงกลับไปชาร์ตแบตสักพัก แล้วค่อยออกมาใหม่

Henderson waves

ก่อนจะกลับที่พักทำซ่า อยากไปเก็บ Henderson waves ว่าเวลามันพอเหลือ เลยจัดการขึ้นรถไฟฟ้ามาลงที่สายสีม่วง habour front ต่อบัสหน้า vico city ป้าย 14141 สาย 131 หรือ 145 ก็ได้ไปลงป้าย 14051 เดินข้ามถนนนิดเดียว ก็จะเห็นบันไดทางขึ้น เหนื่อยมากกกกกจุดนี้

ถ่ายรูปจากกล้องมือถือ สีก็จะแปลกๆหน่อย ถ่ายรูปจนพอใจ ก็กลับมาชาร์ตแบตกล้อง ระหว่างรอก็ต้มมาม่ากินไปพลางๆ แวะซื้อลูกชิ้นปลาที่ fairprice หน้าที่พักมาใส่ด้วย ประมาณ $2 ใส่มาม่าได้เต็มชาม หิวไปหน่อยเลยลืมถ่ายรูปเลยยย อิ่มไปอีก 1 มื้อ มาม่าเราพกมาเยอะ 5555555

Garden by the bay

ชาร์ตแบตได้สักครึ่งชั่วโมง เราก็ออกมาเที่ยวต่อ นั่งรถไฟฟ้ามาลง bayfront เดินตามป้ายบอกทางเลย ผ่านทางเดินที่มีภาพดอกไม้ และกระจกสลับกันเรื่อยๆ แล้วเราก็มาถึงจุดหมาย

เดินเล่น เดินถ่ายรูป(ในโซนฟรี) สักพัก ฟ้าก็เริ่มมืด ไม่นานมาก แสงของ super tree ก็เริ่มสว่างขึ้น ใกล้ถึงเวลาแสดงแล้ว จับจองหาที่ให้เหมาะ แล้วดูการแสดงกัน

เพลงเริ่มดังขึ้น เราเดินวนๆสักพัก เห็นคนเริ่มเอาเป้มาวางเป็นหมอน นอนดูกับพื้นเลย เห้ยย ยังงี้ก็ได้หรอ เอาบ้าง จัดการหาพื้นที่แล้วนอนมองฟ้า มันสวยมากกก ฟินมากอะ ต้องลองนะ

ดู super tree เสร็จก็มองเวลา เรายังมันน้ำพุเต้นระบำรอบ 3 ทุ่มที่ fountain ot weath นิน่า ก็เลยรีบออกมาเลย มุ่งหน้าตรงไปยัง city hall จริงๆถ้าเราลง esplanade มันจะเดินใกล้มากเลยนะ หลงอีกแล้ว ฮือ!!!

หลังจากออกจาก city hall ก็เดินตามป้ายกันเลย ตามกูเกิ้ลแมปไป แต่ว่า.. เหมือนจะมาผิดทาง เดินไปเดินมาทำไมไปออกตรงนี้ก็ไม่รู้ เหมือนเป็นที่ๆพนักงานออกมาสูบบุหรี่ มีแต่ผู้ชายเป็น 10 คนเลยเจ้าค่ะ ใช้ความใจกล้าเดินเข้าไปถาม พวกพี่พวกนั้นใจดีมากอะ พาเราเดินผ่านประตูพนักงาน ทะลุเข้าไปเลยจ้า และแล้วเราก็เจอซะที ขอบคุณมากมาย

เรามาทันการแสดงน้ำพุนะ แต่ใจคิดว่า ต้องมาเก็บ(อีกแล้ว) ยังไม่ได้เอามือเดินสัมผัสน้ำพุเลย ไว้เวลาไหนว่าง จะมาซ่อมมมมมมม

ถ้าเดินมาในห้างแบบเรา ให้ลงชั้นล่างแล้วเดินหาร้าน giant สีเขียวๆแบบนี้ ใกล้ๆจะมีร้าน wing-stop ด้วย แถวนั้นจะมีประตู (รูปสุดท้าย) มันจะเป็นบันได พาเราไปสู่ด้านบนของน้ำพุ ที่ๆจะใช้ดูการแสดงน้ำพุเต้นระบำนั้นเอง

และแล้วก็จบวันที่ 2 เราซื้อขนมปัง ซื้อเสบียงเตรียมสำหรับวันพรุ่งนี้ กลับไปอาบน้ำ นอน สลบคาเตียงกันเลยทีเดียว

วันศุกร์ที่ 26 พ.ค. 60
วันที่ 3 ของสิงคโปร์

ไม่มีวันไหนที่เราไม่ตื่นเช้า เราตื่นก่อนพระอาทิตย์ขึ้นแน่นอน เพื่อความคุ้มค่าของทริปนี้ วันนี้แอบเอา marina barrage มาใส่ในแพลน ตอนนี้แพลนมั่วไปหมดเลย 55555

เดินทางด้วยรถไฟฟ้าอีกตามเคย ครั้งนี้สายเหลืองไปลง marina bay ทางออก B เดินตรงออกมาจะเจอ 4 แยก เดินตรงไปเลยค่ะ ข้ามสี่แยกอีกน่าจะ 2ครั้ง เราจะไปขึ้นบัสกัน

เมื่อเดินมาถึง bus stop แล้ว เจอวิวแบบนี้ จะไม่ให้หยุดถ่ายรูปได้ไง เนอะ ตอนเช้าๆจะมีคนมาวิ่งออกกำลังกายด้วย บรรยากาศมันช่างดีเสียจริงๆ

ป้าย 03391 ขึ้นรถสาย 400 รถจะเข้าไปถึงที่เลย

เดินเข้ามาด้านใน หาลิฟท์เลยค่ะ กดเข้ามาแล้วหายใจเข้าลึกๆ เตรียมตัวเจอลานกว้างๆ เขียวๆ สูดอากาศเข้าให้เต็มปอด ชื่นใจ!! >< ต้องมาเช้าๆนะ อากาศดีมว้ากกกก ฟิน~

หลังจากถ่ายรูปจนเมมกล้องเกือบจะเต็มแล้ว ไปต่อค่ะ!!! ยังมีอีกหลายที่เลยวันนี้ เราขึ้นกันสุดสายรถไฟฟ้า คนเลยเป็นอย่างที่เห็น ทั้งขบวนเป็นของเรา

เช้านี้ไปต่อกันที่ haji lane นั่งรถไฟฟ้าลง bugis แล้วเดินต่อไปอีกหน่อย ไปไม่ยากค่ะ

อย่าใส่ใจถ้านางแบบเราจะใส่ชุดซ้ำ มันบอกชุดนี้ถ่ายรูปขึ้นสุดละ อี๊ เน่า!!! 5555555

เดินไปเรื่อยๆค่ะ หาข้อมูลมาบ้าง ว่าจุดถ่ายรูปอยู่ตรงไหน แต่ก็เหมือนไม่ช่วยอะไรเลย เดินหลงอยู่ในนี่อยู่พักใหญ่

จุดถ่ายรูปเขาเยอะมากจริงๆ นางแบบของเราบอกว่า รูปล่างขวานี่ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ภูเก็ตเลย เอ๊ะ.. แกเคยไปภูเก็ตด้วยหรอ มันบอกว่าไม่ โธ่ 55555555555

เราตั้งใจจะมาถ่ายตึกสีๆนี่ แต่ทางเข้ามันดันปิดซะงั้น อดเลย เดินคอตก กลับไปยังสถานีรถไฟฟ้าเลยทีเดียว

ได้เวลากลับมาเช็คเอ้าท์ เอาสัมภาระ เพื่อไปพักที่ต่อไป เราพักกันที่ไชน่าทาวน์ค่ะ

เช็คอินที่พักเสร็จแล้ว เราก็ทำการหิ้วท้องไปที่ maxwell ด่วนๆ เนื่องจากฝนตก แถวเลยไม่ยาว ข้าวมันไก่เทียนเทียนชื่อดัง วันนี้เราคงโชคดี ต่อแถวไม่เกิน 5 นาทีก็ได้กิน แต่พยายามหารูปแล้ว หาไม่เจอ สงสัยจะหิวไปหน่อย แหะๆ ก็อร่อยจริงนะ $5 ที่เสียไป ก็โอเค คุ้มอยู่ไม่แย่

เดินต่อกันไปที่ SG city gallery เดินตากแอร์กันสักพัก เราก็มุ่งหน้าตรงไปยัง สถานี outram park เอาจริงก็เดินไม่ไกลนะ ผ่าน reddot ด้วย แต่ฝนตก เลยไม่ได้ถ่ายรูปด้วย

สภาพกล้องก็เป็นอย่างที่เห็น ประยุกต์จากถุงเสื้อกันฝน น้ำไม่เข้าสักหยด กล้องน้องฟ้า ขอบคุณน้า ที่ทำให้ทริปนี้ของพี่มีรูปสวยๆ จริงๆเราก็มีกล้องนะ cannon700D แต่โดนมือดีขโมยไปเมื่อต้นเดือนนี่เอง ไปพร้อมกับไอแพด และเลนส์อีก 3 ตัว ฮืออออ

เห็นรูป B1 สีเหลืองนั้นมั้ย มันคือที่รอรถบัสในห้าง เอ้ออออ ทำดีอะ ชอบ แปลกตามากมาย เราพึ่งเคยเห็น

NTU school

นั่งรถไฟฟ้าสายเขียวมาลง boon lay แล้วต่อบัส สาย 179 บัสจะพาเราเข้าไปในมหาลัยเลย ลงที่หน้าตึก ADM เลย ในตึกเป็นห้องสมุด เราสามารถเดินเข้าไปดูด้านในได้

ในขณะที่ฝนตก นางแบบเราก็ไม่หวั่น ตอนนั้นผ้าใบเราเน่าไปแล้วค่ะ สงสารคนที่จะต้องร่วมขบวนรถด้วยจริงๆ ฉันขอโทษ

แล้วก็เดินมาขึ้นบัสอีก เพื่อที่จะไปตึกติ่มซำ (เขาเรียกกันงี้อะ) บัสจะจอดใกล้ๆตึก เดินนิดหน่อยก็ถึงแล้ว หาไม่ยาก เพราะเด่นเป็นสง่ามากมาย

ที่นี่น่าจะเป็นมหาวิทยาลัย กว้างมากกกกกกกก มากขนาดที่มีรถบัสวิ่งโดยสาร เดินทางสะดวกมาก แอบอิจฉาความเจริญของที่นี่จัง

จริงๆเรามีแพลนจะไปดูเต่าที่ chinese garden แต่ฝนตกไม่หยุดเลย ก็เลยต้องล้มเลิกไป

เรานั่งรถไฟฟ้ามายังสถานี esplanade เดินเล่นในตึกหนามทุเรียนจนพอใจแล้ว ก็ออกมาเดินเล่นริมแม่น้ำด้านนอก ในตึกหนามทุเรียนนี่มีไวไฟให้เล่นฟรีด้วยนะ แอร์เย็น มีโซฟาให้นั่ง แถมมีวงดนตรีแสดงสด อะไรจะดีเบอร์นี้ แต่เสียใจที่ไม่มีรูปกับน้องหนามเลย จากนั้นก็เดินเลาะริมแม่น้ำ กินลมชมวิวไปเรื่อยๆ จุดหมายปลายทางเราอยู่ที่สะพานดีเอ็นเอ helix bridge นั่นเอง

เดินข้ามสะพานมาเรื่อยๆ จะเจอกับทางเข้า marina bay sand ค่ะ ตอนนี้แสงอาทิตย์ก็ลาเราไปแล้ว เมืองได้กลายเป็นเมืองแห่งแสงสี สวยมาก แต่ถ้าให้อยู่ที่นี้ตลอดก็คงไม่เอา

เดินเล่นกันอยู่สักพัก ในช่วงที่เราไป ทาง marina bay sand ได้ทำการปิดการแสดงนะคะ เขาจะเปิดแสดงแสงสีอีกที่วันที่ 2 มิถุนายน แอบเสียดาย ไว้จะต้องกลับมาซ่อมอีกแน่ๆค่ะ มีแสงเลเซอร์ แวปๆขึ้นมาประมาณ 5 นาที ดีนะได้รูปสวยๆมานิดนึง รอจน 3 ทุ่มเข้าไปแล้ว อ่างน้ำวนใน marina bay sand ก็ไม่เปิด เฮ้ออออ มันคราวซวยของเราจริงๆ ทำไมหนอทำไม

กลับที่พักกันดีกว่า นอนเอาแรง พรุ้งนี้เที่ยวใหม่เนอะ

วันเสาร์ที่ 27 พ.ค. 60
วันที่ 4 ที่สิงคโปร์

วันนี้ปัญหาเกิดแล้ว …

เมื่อวานเราเอาบัตร Singapore Tourist Pass แบบ 3 วันไปคืน เจ้าหน้าที่บอกว่า มันใช้ได้ถึงเที่ยงคืนนะ ยังไม่ต้องคืนก็ได้ เราก็อ่อ โอเคค่ะ เช้าวันนี้เรามาแต่เช้า ด้วยความอยากไปดูพระอาทิตย์ขึ้นที่ เมอร์ไลอ้อน ปรากฏว่า ที่ขายตั๋วยังไม่เปิด!!!!! ทำไงละทีนี้ เดินสิคะ จากที่พักไปสิงโตพ่นน้ำ ก็ไม่ไกลเท่าไรเลยเนอะ หึหึ มีคนงอแงอะ เนื่องจากมันเจ็บเล็บขบ เราก็พามันเดินซะ 55555555555

พอมาถึง ท้องฟ้ายังมืดอยู่ เรายังมาทัน ดูพระอาทิตย์ขึ้น สิงโตยังไม่พ่นน้ำเลย เจอวิวสวยๆเข้าไป นางแบบของเรา ค่อยยิ้มออกหน่อย ถ่ายรูปสบาย เพราะคนยังน้อย ช่างกล้องที่มารอพระอาทิตย์ขึ้นก็อยู่กันอีกมุม

พื้นที่นี้เป็นของเรา อิอิ

เดินข้ามถนนมายังอีกฝั่งของสิงโตพ่นน้ำ เราก็จะเจอเจ้าลูกกลมๆนี่แหละ หน้า ACM เดินมาอีกหน่อย ก็จะเจอ victiria theaer เราก็เดินเลาะๆมาเรื่อยๆจนถึง st.andrew’s cathedral ถ่ายรูปเล่นสักพัก ก็เข้าไปหาซื้อตั๋วในสถานี city hall ปรากฎว่ายังไม่เปิดอีกจ้า ตอนนั้นน่าจะราวๆ 8 โมง ฮือออ ไปไหนต่อละทีนี้

นึกขึ้นได้ว่ามีข้อมูลนึงบอกว่าใกล้ๆ city hall มี capital piazza ข้างในมีศูนย์อาหารราคาไม่แพง และอร่อย ไปหาข้าวกินดีกว่า แต่เหมือฟ้าจะไม่เข้าข้าง ห้างที่ไหนเขาเปิดตอน 8 โมงละนังบ้า!! ทำได้แค่มองป้ายและกลืนน้ำลาย เดินเล่นจนมาเจอมุมนี้ เจอที่ถ่ายรูปเลยทำให้หายหิวไปได้พักนึง แล้วเราก็เดินกันต่อ

9 โมงกว่าๆได้กว่าที่ขายตั๋วจะเปิด ซื้อตั๋วเสร็จเราทำการรีบขึ้นรถไฟฟ้า จำได้ว่าวันแรกที่เรานั่งสายเขียว มองจากบนรถไฟฟ้ามีสถานีนึงบันไดสวยดี เลยจดไว้ว่าถ้ามีเวลาจะไป วันนี้เราก็ได้ไปจริงๆ

โชคเข้าข้างเราแล้ว พอลงสถานี amokio (สายเขียว) มีร้านอาหารด้วย เลยรีบตรงเข้าไปหาข้าวกินก่อนเลย ราคาอยู่ที่ $2-$2.5 อร่อยด้วย ข้างๆมีร้านข้าวราดแกงด้วยนะ ลืมถ่ายรูปเก็บไว้ ถ่ายมาแต่ร้านที่ตัวเองกิน แฮ่

รูปล่างขวา ของรูปข้างบน เป็นหน้าร้านที่เราไปนั่งทานข้าวกันนะคะ ข้างในมีร้านย่อยๆ ประมาณ 4-5 ร้าน ราคาไม่แพงเลย

ที่เรากินข้าว ข้างในมีร้านขนมปังด้วย เลยซื้อขนมปังมากิน ราคาชิ้นละ$0.8 -$2 เหรียญ แล้วแต่ชิ้น แล้วแต่หน้า นี่จัดมาคนละ 3 ชิ้นได้ แพ้ขนม แพ้ช็อคโกแลต เจอทีไร ต้องกินทุกที 555555

แล้วเราก็ได้มาถ่ายรูปบันไดสวยๆ ที่ตั้งใจจะมา

เติมพลังเสร็จแล้ว ก็เปิดกูเกิ้ลแมป เราจะไป Macritchie reservoir กัน เราไปโดยบัส มันจะมาจอดอยู่ฝั่งตรงข้าม ลงบัสแล้วข้ามถนน ก็ถึงเลย ไม่ไกลอย่างที่คิด

ด้วยความที่เดินกันมาเยอะ ล้าขาสะสมกันมาหลายวัน เลยตัดสินใจเข้าไปดูเฉยๆ คงไม่เข้าไปถึง tree top walk ขาลากแน่ๆถ้าเดินเข้าไป หลายกิโลอยู่เหมือนกัน

ที่นี่มีคนมาวิ่งออกกำลังกาย มาพายเรือกันก็มี เขามีกิจกรรมให้เล่นเยอะนะ เดินเล่นรอบๆกันสักพัก ถ่ายรูปเพลินๆ เราก็เดินออก

ในแพลนของวันนี้เรามีไป diary farm rock กับ little guilin กันด้วยนะ แต่ดูสภาพคนแล้ว ไม่น่าจะรอด เพราะต้องเดินเยอะอยู่เหมือนกัน เลยตัดทิ้ง เหลือแค่ botanic garden พอ

เรานั่งบัสมาลงใกล้ๆ เดินเข้ามาอีกนิดก็ถึงแล้ว เราเข้าห้องน้ำก่อนเป็นอันดับแรกเลย ห้องน้ำเขาดีมากอะ ไฟปิดเปิดเอง ห้องตรงที่ล้างมือเป็นแบบกึ่งๆป่า สัมผัสธรรมชาติมากอะ ความใส่ใจอีกอย่าง คืออ่างล้างมือเด็ก อันริมที่เตี้ยๆนั่น บางทีน้องๆล้างมืออันที่เราใช้กัน ความสูงปกติไม่ถึง ก็มีอันเล็กให้ น่าร้ากกกก ถ่ายรูปจนหนำใจ แล้วไปต่อ!!

เราจะมาเก็บลูกโลก USS กันก่อนกลับ ไม่เข้าไปเล่นนะ เพราะกลัวมาก ดรีมเวิลล์ยังไม่กล้าเล่นเลย เข้าไปก็เล่นแต่บ้านยักษ์ (เอาจริงไม่มีตังซื้อตั๋ว555555555)

ใน vivo city มีอ่างล้างมือเด็กน้อยอีกแล้ว น่าร้ากกกกก

แน่นอนว่าเราใช้วิธีเดินข้ามเกาะ เพราะไม่เสียเงิน ก็ไม่ไกลนะ ซื้อน้ำองุ่นเติมพลัง 1 กระป๋อง ชาเขียว 1 ขวด เดินสลับกับถ่ายรูปไปเรื่อยๆ มีทางเดินเลื่อนบ้าง ใช้ได้บ้าง พังบ้าง สลับๆกันไป -.,-

มีเรื่องสำหรับคุณผู้หญิงจะมาเล่า คุณผู้ชายข้ามไปได้เลย คือเป็นวันนั้นของเดือนไง เราเลยหาซื้อผ้าอนามัย ก็ว่าเลือกแบบปกติแล้วน้า แบบถูกๆ ได้มา 40cm โอ้แม่เจ้า ยาวกว่าไม้บรรทัดอีก คนที่นี่ชอบแบบยาวๆหรอ หายห่วงเรื่องเลอะไปได้เลย 555555555555

เดินตามป้ายไปเรื่อย เราจะไปถ่ายลูกโลกกัน ตรงนี้ถ่ายฟรี ไม่ต้องซื้อบัตรนะจ๊ะ มาช่วงบ่ายแล้ว คนก็มีบ้างไม่เยอะมาก รอคนน้อยๆ แล้วรีบกดชัตเตอร์รัวรัว สวยงามตามท้องเรื่อง

น้องมันอยากกินสเลิปปี้ มันบอกว่าที่นี้มีสเลิ้ปปี้สไปร์ท ไหนละสไปร์ท มีแต่แอปเปิ้ล หึหึ แต่ก็อร่อยยย ชื่นใจ

เราเดินข้ามจากลูกโลก มายัง เมอร์ไลอ้อนตัวใหญ่ แล้วเราก็จะเดินไปชายหาด เดินเดินเดิน แล้วก็เดินเดินเดิน

จุดมุ่งหมายของเราอยู่ที่ บันไดเชือก southernmost point of continental asia ที่บริเวณชายหาด palawan จะไปขึ้นรถ เขาบอกไม่มีบริการตอนนี้ (จริงๆมันมีนะ เราน่าจะสื่อสารกันไม่เข้าใจมากกว่า)

เดินไปขึ้นรถที่ beach station เลยค่ะ เป็นบริการของทางเกาะ กี่รอบก็ฟรี!!!!!!! ส่วนเราหนะหรอ เดินจาก beach station ไปจนถึง palawan เลยค่ะ ขากลับถึงจะได้นั่งรถ ขานี่กล้ามขึ้นกันเลยทีเดียวเชียว

เรานั่งรถเล่นกัน จากสุดฝั่งนึง ไปสุดอีกฝั่งนึง เป็นชายหาด siloso มีฝรั่งงานดีมาเล่นวอลเลย์บอลชายหาดกันเพียบเลยค่ะ ยืนดูกันเพลินจนลืมถ่ายรูปไปเลย

ออกจาก USS เราตั้งใจจะมาซ่อมน้ำพุแห่งโชคลาภ คราวนี้เราออกรถไฟฟ้าสถานี esplanade (เราว่าน่าจะใช่สถานีนี้ ถ้าจำไม่ผิดนะคะ หลังๆขี้ลืม >//<) ขึ้นบันไดมาปุ๊ป เจอปั๊ป ไม่ต้องเดินไกล และไม่หลง!!

พอใกล้เวลาก็จะมีคนมาต่อแถวรอเข้าไปสัมผัสน้ำพุ เข้ารอบละประมาณ 15 คน เราโชคดีอีกแล้ว อยู่หัวแถวเลยพอตัดรอบ แล้วก็ถึงเวลาเข้าไปเดินวน พอสัมผัสน้ำพุปุ๊ป เห้ยยยยย ฟองน้ำพุมันนิ่ม ละมุนมากอะ ชอบๆ

ถ่ายรูปข้างล้างเสร็จก็ขึ้นมาถ่ายข้างบนกันต่อ suntec city ตอนออกก็ยังไม่ลืมไปหาขนมปังอบที่ชั้นล่างกิน ก็มันอร่อยอะ ^^

ระหว่างทางที่จะไปขึ้นรถไฟฟ้า ก็ดันมาเจอเจ้าพวกนี้จนได้ แค่ดูเขาเล่น ก็เพลินแล้วค่ะ เล่นเองก็คงเสียตังค์เปล่า เพราะไม่เก่งด้านนี้ ตุ๊กตาน่ารักมากกกกก อยากสอยกลับสักตัว

มีร้านนึง คนเยอะมากกกกก ต่อแถวยาวกันสามตลบ ไม่รู้คือร้านอะไร ได้แต่คิดแล้วก็สงสัย แล้วก็เดินออกมาอย่างงงๆ

จบแล้วสำหรับวันนี้ กลับที่พักเร็วกว่าวันอื่นๆ เพราะขาเริ่มจะไม่ไหวแล้ว เดินกันหนักมาก กลับห้องไปกินยาคลายกล้ามเนื้อและยาแก้ปวด แล้วก็สลบกันเป็นตาย เช้าวันใหม่ รอเราอยู่

ก่อนเราไปสิงคโปร์ เราไปปรึกษาร้านขายยาใกล้บ้านว่า ถ้าเราจะเดินทางไกล มียาอะไรพอจะบรรเทาอาการปวดของเราได้ไหม ทางเภสัชก็น่ารักมาก จัดยาคลายกล้ามเนื้อ ยาแก้ปวด และยาแก้แพ้(ทานแล้วง่วง) ให้เรามา 1 ชุด 30 เม็ด เท่ากับว่า 5 วัน กินวันละ 3 เม็ด แบ่งกับน้องสาว 5 วัน ก็หมดพอดี ยาให้ผลดีเกินคาด ความเมื่อยล้าที่มี ไม่มากอย่างที่คิด ทำให้ทริปเราสนุก ไม่กร่อยเพราะปวดขา อิอิ แต่กินยามากไม่ดีนะคะ ควรปรึกษาเภสัชก่อน ^^

วันอาทิตย์ที่ 28 พ.ค. 60
วันสุดท้ายที่สิงคโปร์

เข้าวันสุดท้าย ตื่นตั้งแต่ไก่โห่อีกตามเคย แพลนวันนี้เราจะไป punggol waterway park กัน นั่งรถไฟฟ้า สีม่วงไปจนสุดท้ายลงที่ punggol

ก่อนมา เรามีความสงสัย นอกจากที่นี่จะมี MRT แล้ว เขายังมี LRT ด้วย ไอ้ LRT เนี้ยะ หน้าตามันจะเป็นยังไงนะ แล้วก็ถึงบางอ้อ เป็นรถไฟฟ้า ขนาดเล็กๆนี่เอง เล็กพอๆกับ sentosa express เลย

เราจำไม่ได้ว่าไปลงสถานีไหน เสิร์ชกูเกิ้ลได้เลยน้า การเที่ยวทั้งหมด เราไปตามกูเกิ้ลแมปทั้งนั้นเลย พอลงแล้ว เดินนิดเดียว ก็ถึงแล้วค่ะ

มื้อเช้าของวันนี้เป็นขนมปัง เราออกมาก่อนที่ทางที่พักจะจัดอาหารเช้าซะอีก
อันนี้ซื้อมาเมื่อวานที่เราไปสัมผัสน้ำพุแห่งโชคลาภ ราคาชิ้นละ $1-$1.2

ที่นี่เป็นสวนสาธารณะ มีคนมาวิ่งออกกำลังกาย อากาศดีมาก สถาปัตยกรรมที่นี่เขาสวยดีเนอะ ดูเขาออกแบบสะพาน ตึก แม่น้ำ ดูแล้วชอบ

มีแต่คนเขามาวิ่งออกกำลังกาย เรานี่ เดินไปกินไป สวนทางกันซะมัด 5555555555

กลับจากที่นี่ ก็แวะไปมุสตาฟา ห้างชื่อดัง ว่าจะดูของฝากราคาประหยัด ถ้าซื้อช็อคโกแลต ก็เกรงว่าจะเหลือไม่ถึงฝากเพื่อน กินหมดซะก่อนระหว่างรอขึ้นเครื่อง เลยจัดมาม่าสิงคโปร์ไปหลายแพ็ค คิดว่าเพื่อนๆน่าจะประทับใจ คงไม่มีใครเขาซื้อมาม่าเป็นของฝากกันหรอก 55555555

เราไหว้พระที่วัดเป็นที่เกือบสุดท้ายของทริป เพราะอยู่ใกล้ที่พัก หลังจากที่ขอพรกันเสร็จแล้วเราก็จะกลับไปเช็คเอ้าท์กัน

ผ่าน reddot แลนด์มาร์คที่คนไทยชอบถ่ายรูปกัน เอาซะหน่อย แล้วเราก็เดินถ่ายรูปกันไปเรื่อย จนถึงที่พัก

เช็คเอ้าท์มาแล้ว คราวนี้ก็มีสัมภาระติดตัว กระเป๋าเป้เราราวๆ 7 กิโล มีแค่ใบเดียวนี่แหละ 5 วัน เอาแต่ของจำเป็นมา ได้อารมณ์แบ็คแพ็คดี ไม่ต้องโหลดกระเป๋า ประหยัดงบไปอีก

เรานั่งรถไฟฟ้าสายสีแดง marina south pier ลงสุดสาย เป็นท่าเรือใหญ่ๆ ติดทะเล อีกฝั่งมองเห็นโรงแรมเรือ ก็สวยไปอีกแบบ แต่สู้ทะเลบ้านเราไม่ได้หรอก สวยกว่ามากกกกก

หิวแล้ว หาข้าวกินกันเถอะ กินที่ไหนดีละ คราวนี้แหละปัญหา เราเลือกที่จะหาร้านข้าวใกล้ๆ mrt กิน เลยสุ่มดวง คิดว่าจะนั่งลงทุกสถานีของสายเขียว ตั้งแต่ lavender ไล่ไปเลย

ลง kallang ไม่มีอะ fail ไป

ต่อไปสถานี Aljunied ลงมาด้วยความคาดหวัง เพราะท้องเริ่มร้องแล้ว โชคเข้าข้างเราแล้ว มีร้านข้าวราดแกงขาย สองอย่าง $2.8 หื้มมมมม อร่อยดีนะ ถูกปากเราดี อิ่มด้วย

ที่นี่เขาพูดภาษาจีนกัน ดีนะน้องเรามันก็ฟังออกงูๆปลาๆ พอชี้ๆ ถูๆไถๆ ไปได้ แต่คนที่นี่น่ารัก ถึงเราจะพูดภาษาเขาไม่ได้ เขาก็พยายามที่จะใช้ ภาษามือสื่อสารกับเรา

แนะนำนะคะ ถ้าจะเข้าสนามบิน สถานีนี้จะเป็นทางผ่าน ลงรถไฟฟ้ามา เดินนิดเดียว ด้านที่จักรยานจอดเยอะๆ เขาให้ข้าวเยอะมาก

พอเช็คอินเข้ามาด้านในสนามบินแล้ว เราก็หาที่นอน แต่ก่อนจะหาที่พักขา อย่างลืมเอาพาสปอร์ตไปยื่นที่ประชาสัมพันธ์ เพื่อขอพาสเวิร์ด เข้าเล่นเน็ตฟรี 3 ชั่วโมงด้วยน้า นอนเล่นโซเชี่ยลกันเพลินเลย

ที่ประชาสัมพันธ์มีลูกอมด้วย หยิบมา 3 สี สีละเม็ด ^^

แอร์สนามบินหนาวจริงไรจริง คิดถึงผ้าห่มอุ่นๆที่บ้านเลย

จบลงแล้วการเดินทางอันแสนยาวนานของเรากับทริป เที่ยว สิงคโปร์ งบ 5000 ไม่เคยต้องจากบ้านนานขนาดนี้เหมือนกันนะ คิดถึงกับข้าวฝีมือแม่ที่สุด

ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่าน กระทู้นี้จะเป็นเหมือนที่เก็บความทรงจำของเรา มีข้อสงสัยตรงไหน ถามได้เลยน้า

ขอบคุณน้องสาวเราด้วย ที่มันยอมเหนื่อย เดินตะล่อนจนจะเป็นเล็บขบอีกรอบ 555555555555

ถ้าไม่มีแก ก็คงเที่ยวไม่สนุกเหมือนกัน

แล้วแบกเป้เที่ยวไปกับเรากันอีกนะคะ

สุดท้ายนี้ ขอบคุณมาม่าต้มยำกุ้งน้ำข้น กินแล้วรู้สึกมีพลัง ชื่นใจ หายเหนื่อย อิ่มท้อง และประหยัดไปได้หลายบาทเลยทีเดียว 5555555555

อันนี้เป็นเสบียงที่เราพกไปในทริป เที่ยว สิงคโปร์ งบ 5000 ฟาร์มเฮ้าส์นี่ก็ช่วยได้เยอะนะ บางทีเราก็คิดนะ นี่เรามาเที่ยวหรือเรามาเข้าค่ายฟร้ะ 5555555555

ส่วนกล้อง เพื่อนของน้องสาวให้ยืมค่ะ น้องสาวเราพึ่งโดนยกเค้า เพื่อนๆเลยเวทนา ให้ยืมซะเพียบเลย ขอบคุณเด็กๆมากเลยน้า ที่คอยช่วยน้องสาวพี่ตอนที่ต้องเข้าออกโรงพัก ไปแจ้งความบ้าง ไปหาตำรวจบ้าง

เราเขียนกระทู้นี้ เพื่อเป็นแนวทางการท่องเที่ยว ของคนที่งบน้อย จะหาว่าเราอยากเที่ยวเกินตัวก็ได้นะ แต่การไปเที่ยวต่างประเทศ บางครั้งก็ไม่จำเป็นต้องมีเงินเยอะๆ หรูหรา ฟู่ฟ่า เก็บเงินแล้วจองโปรซะ ออกจากห้องแคบๆ ไปหาประสบการณ์ชีวิตกัน

ขอบคุณรีวิวน่ารักๆจาก Guest สุดพิเศษ คุณ พลอยพิมเพชร สมาชิก สังกัด pantip ที่มามอบประสบการณ์ เที่ยว สิงคโปร์ งบ 5000 จัดเต็มแบบนี้ รับเสียงปรบมือจากเราไปเล้ย !!
ระดับความน่าไป : ✩✩✩✩✩


ชอบ บทความ มัชรูมทราเวล ทำไงดี…?
1.กดแชร์ต่อ ให้เพื่อนอ่านบ้าง
2. คลิก Likeและติดตามเราได้ที่ Facebook www.facebook.com/mushroomtravel/

—————
Mushroom Travel มีโปรแกรม ทัวร์สิงคโปร์ ให้เลือกมากที่สุด
โทร. 02-105-6234 (30 คู่สาย)
CustomerService@Mushroomtravel.com
Line id : @mushroomtravel

สินค้าที่เกี่ยวข้อง
ไปด้านบนสุด