Mushroom Travel LINE
เราช่วยคุณได้
@mushroomtour
จันทร์ - เสาร์
9:00-22:00
อาทิตย์
9:00-18:00
Call Mushroom Travel
Call Center
02 105 6234
จอง 6 คนขึ้นไป
จอง 6 คนขึ้นไป
02 105 6244
Loading...

Tax Refund ญี่ปุ่น 2026 เปลี่ยนใหม่! สรุประบบคืนภาษีใหม่ที่นักท่องเที่ยวต้องรู้

Tax Refund ญี่ปุ่น กำลังจะเปลี่ยนรูปแบบใหม่ในปี 2026 ทำให้นักท่องเที่ยวที่ชอบช้อปปิ้งต้องวางแผนมากขึ้นก่อนเดินทาง พี่เห็ด มัชรูมทราเวล จะมาสรุปให้เข้าใจง่ายๆ ว่า ระบบคืนภาษีญี่ปุ่นแบบใหม่เริ่มเมื่อไหร่ ต่างจากแบบเดิมอย่างไร และต้องทำอะไรบ้างก่อนบินกลับ ใครมีแพลนไปญี่ปุ่นตั้งแต่ช่วงปลายปี 2026 ควรรู้ก่อนไป ทัวร์ญี่ปุ่น จะช่วยให้ช้อปสนุกขึ้น และลดโอกาสพลาดสิทธิ์คืนภาษี

Tax Refund ญี่ปุ่น

Tax Refund ญี่ปุ่น 2026 คืออะไร เปลี่ยนจากเดิมอย่างไร และเริ่มใช้เมื่อไหร่?

Tax Refund ญี่ปุ่น คือ ระบบคืนภาษีบริโภคสำหรับนักท่องเที่ยวที่ซื้อสินค้าจากร้านค้าปลอดภาษีในญี่ปุ่นที่เข้าร่วม การคืนภาษีแบบใหม่จะเริ่มตั้งแต่การซื้อสินค้า วันที่ 1 พฤศจิกายน 2026 เป็นต้นไป ญี่ปุ่นจะเปลี่ยนจากการยกเว้นภาษีทันที ณ ร้านค้า เป็นการให้ผู้ซื้อจ่ายแบบราคารวมภาษีก่อน แล้วค่อยขอคืนภาษีหลังผ่านการตรวจของศุลกากรตอนออกจากญี่ปุ่น พูดง่ายๆ คือ จากเดิมที่ซื้อแล้วได้ราคาปลอดภาษีทันที จะเปลี่ยนเป็น จ่ายเต็มก่อน แล้วรับภาษีคืนทีหลัง โดยผู้ซื้อจะต้องนำสินค้าที่ซื้อไปแสดงตอนออกนอกประเทศ เพื่อยืนยันว่านำสินค้าออกจากญี่ปุ่นจริง


ใครบ้างที่มีสิทธิ์ขอ Tax Refund ญี่ปุ่น?

Credit : Aflo Images / canva.com

ผู้ที่มีสิทธิ์ซื้อสินค้าเพื่อขอคืนภาษีโดยทั่วไปคือ นักท่องเที่ยวต่างชาติ หรือผู้ที่ไม่ได้พำนักอยู่ในญี่ปุ่น และสามารถยืนยันได้ว่าอยู่ในญี่ปุ่นไม่เกิน 6 เดือนนับจากวันที่เข้าเมือง โดยต้องใช้พาสปอร์ตหรือเอกสารที่เกี่ยวข้องแสดงตอนซื้อสินค้า

1. นักท่องเที่ยวต่างชาติที่ถือสถานะ Temporary Visitor
2. ผู้เดินทางด้วยเรือสำราญ
3. คนญี่ปุ่นที่พำนักต่างประเทศและกลับมาชั่วคราว

ข้อสำคัญ : ตอนซื้อสินค้าต้องแสดงเอกสารตามที่ร้านกำหนด และควรเก็บพาสปอร์ตติดตัวไว้ เพราะข้อมูลการซื้อจะถูกใช้เชื่อมกับขั้นตอนตรวจสอบตอนออกจากญี่ปุ่น


ซื้อสินค้าแบบไหนถึงขอคืนภาษีได้?

Credit : Corina Ciocirlan’s Images / canva.com

สินค้าที่ขอคืนภาษีได้ต้องซื้อจากร้านที่เข้าร่วมระบบ Tax-free และมียอดซื้อรวม 5,000 เยนขึ้นไปต่อร้านต่อวัน โดยคิดจากราคาก่อนรวมภาษี เพื่อให้เห็นภาพมากขึ้น พี่เห็ดรวบรวมตัวอย่างสินค้าที่มักอยู่ในกลุ่มขอคืนภาษีได้มาให้ ดังนี้

1. สินค้าแฟชั่น : เสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า นาฬิกา
2. เครื่องสำอางและของใช้ : สกินแคร์ เครื่องสำอาง ของใช้ส่วนตัว
3. อาหารและขนม : ขนม ของฝาก เครื่องดื่ม
4. เครื่องใช้ไฟฟ้า : กล้อง อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ขนาดพกพา
5. ของฝากทั่วไป : ของที่ระลึก งานคราฟต์ สินค้าท้องถิ่น

เพราะไม่ใช่สินค้าทุกอย่างจะเข้าเงื่อนไข เช่น ทองคำแท่ง แพลทินัมแท่ง เหรียญทอง เหรียญแพลทินัม และสินค้าที่ได้รับการยกเว้นภาษีบริโภคอยู่แล้ว จะไม่รวมอยู่ในกลุ่มสินค้าสำหรับขอคืนภาษีตามระบบใหม่ อีกหนึ่งเรื่องที่ต้องระวังคือ สินค้าที่ซื้อเพื่อขอคืนภาษี ต้องเป็นของที่ผู้ซื้อสามารถพกพาและนำออกจากญี่ปุ่นได้ด้วยตัวเองตอนเดินทางออก หากซื้อเยอะมากจนไม่สามารถนำไปแสดงได้ อาจทำให้ขั้นตอนตรวจสอบมีปัญหา


ทำ Tax Refund ที่ญี่ปุ่น ต้องเตรียมอะไรบ้าง?

Credit : SHVETS production / pexels.com

1. พาสปอร์ตตัวจริง ใช้ยืนยันว่าเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ
2. ใบเสร็จ / หลักฐานการซื้อสินค้า ใช้ตรวจสอบยอดซื้อและรายการสินค้า
3. สินค้าที่ซื้อแบบ Tax-Free ต้องแสดงต่อเจ้าหน้าที่ศุลกากรก่อนออกจากญี่ปุ่น
4. บัตรเครดิต/ช่องทางรับเงินคืน ตรวจสอบกับร้านค้าหรือผู้ให้บริการ Tax Refund ว่าสามารถรับเงินคืนผ่านช่องทางใดได้บ้าง


ขั้นตอนขอคืนภาษีญี่ปุ่น

Credit : Marius Karp / shutterstock.com

1. ซื้อสินค้าที่ร้านค้าปลอดภาษีที่เข้าร่วม แจ้งร้านว่าต้องการซื้อสินค้าในระบบคืนภาษี และแสดงพาสปอร์ต
2. ชำระเงิน จ่ายราคาเต็มแบบรวมภาษี โดยต้องเก็บใบเสร็จ เอกสารการซื้อ และสินค้าให้ครบ
3. เมื่อถึงสนามบินหรือท่าเรือ ให้ทำขั้นตอนขอคืนภาษีก่อนโหลดกระเป๋าใต้ท้องเครื่อง
4. สแกนพาสปอร์ตที่เครื่อง Tax-free Procedure Terminal ระบบจะแจ้งว่าต้องตรวจสินค้าเพิ่มเติมหรือไม่
5. รับเงินคืน ร้านค้าหรือผู้ให้บริการคืนภาษีที่ร้านมอบหมายจะเป็นผู้ดำเนินการคืนเงิน โดยมีทั้งแบบคืนเข้าบัตรเครดิต, โอนเข้าบัญชีธนาคาร, คืนผ่านแอปพลิเคชัน หรือรับเงินสดที่สนามบิน แตกต่างกันไปในแต่ละร้าน

** ดังนั้นตอนซื้อของแนะนำให้ถามพนักงานให้ชัดว่า ร้านนี้คืนเงินผ่านช่องทางไหน ต้องลงทะเบียนอะไรเพิ่มเติมไหม และจะได้รับเงินคืนประมาณเมื่อไหร่

Credit : japanshopping.org

ซื้อของ Tax-Free ต้องระวังอะไรบ้าง?

1. ซื้อจากร้านที่มีสัญลักษณ์ Tax-Free เท่านั้น ไม่ใช่ทุกร้านในญี่ปุ่นจะขอคืนภาษีได้ ต้องเป็นร้านค้าที่เข้าร่วมระบบ Tax-Free และต้องทำรายการตามขั้นตอนของร้านนั้นๆ เท่านั้น
2. พกพาสปอร์ตตัวจริงติดตัวไว้เสมอ เพราะร้านค้าต้องใช้พาสปอร์ตเพื่อตรวจสอบสถานะนักท่องเที่ยว
3. ต้องซื้อครบยอดขั้นต่ำตามเงื่อนไข โดยต้องซื้อสินค้าครบตามยอดที่กำหนดต่อร้าน ต่อวัน โดยทั่วไปคือ 5,000 เยน (ไม่รวมภาษี) หากซื้อไม่ถึงยอดขั้นต่ำ จะไม่สามารถใช้สิทธิ์ Tax-Free ได้
4. ห้ามใช้หรือบริโภคสินค้าก่อนออกจากญี่ปุ่น สินค้าที่ซื้อแบบ Tax-Free ต้องเป็นสินค้าที่นำออกจากประเทศญี่ปุ่น หากเป็นขนม เครื่องดื่ม เครื่องสำอาง หรือของใช้สิ้นเปลือง ไม่ควรแกะใช้หรือกินก่อนเดินทางออกจากญี่ปุ่น เพราะอาจทำให้เสียสิทธิ์ขอคืนภาษีได้
5. เก็บใบเสร็จและหลักฐานการซื้อไว้ให้ครบ ใบเสร็จเป็นหลักฐานสำคัญในการตรวจสอบรายการซื้อ หากทำหาย อาจทำให้ขั้นตอนขอคืนภาษียุ่งยาก หรือขอคืนไม่ได้
6. แยกของ Tax-Free ไว้ให้หยิบตรวจง่าย เนื่องจากนักท่องเที่ยวอาจต้องแสดงสินค้าที่ซื้อให้ศุลกากรตรวจตอนออกจากญี่ปุ่น เพื่อยืนยันว่ากำลังนำสินค้าออกนอกประเทศจริง
7. ควรทำขั้นตอนที่เกี่ยวกับ Tax Refund ให้เรียบร้อยก่อนโหลดกระเป๋า เพราะต้องนำสินค้ามาให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบ
8. เผื่อเวลาไปสนามบินมากกว่าเดิม ระบบใหม่อาจใช้เวลามากกว่าระบบเดิม เพราะต้องมีขั้นตอนตรวจสอบก่อนเดินทางออกจากญี่ปุ่น จึงไม่ควรไปสนามบินแบบกระชั้นชิด โดยเฉพาะคนที่ช้อปหลายร้านหรือซื้อของจำนวนมาก

Credit : Mr. James Kelley / shutterstock.com

การเปลี่ยนระบบ Tax Refund ญี่ปุ่น ในปี 2026 ทำให้นักท่องเที่ยวต้องวางแผนเรื่องช้อปปิ้งมากขึ้น ใครมีแผนไปช้อป ชิม เที่ยวญี่ปุ่น ตั้งแต่ช่วงปลายปี 2026 เป็นต้นไป ก็อย่าลืมเตรียมข้อมูลเรื่องคืนภาษีไว้ล่วงหน้าด้วยนะคะ เพื่อให้การเที่ยวญี่ปุ่นครั้งนี้เป็นทริปที่ราบรื่น เที่ยวสะดวก ช้อปสนุก และคุ้มค่าทุกบาททุกสตางค์


ชอบ บทความ มัชรูมทราเวล ทำไงดี…?
1. กดแชร์ต่อ ให้เพื่อนอ่านบ้าง
2. คลิก Like และ ติดตามเราได้ที่ Facebook www.facebook.com/mushroomtravel/

—————

Mushroom Travel มีโปรแกรม ทัวร์ญี่ปุ่น ให้เลือกมากที่สุด
โทร. 02-105-6234 (30 คู่สาย)
CustomerService@Mushroomtravel.com
Line id : @mushroomtravel

สินค้าที่เกี่ยวข้อง