ค้นหา

Loading...

– HK + OK – แต่..ขา ไม่ค่อยโอเค ฉบับพุงทลายเอ็นร้อยหวายล้มไขมันที่ถูกสะสมต้องร้องขอชีวิต

– HK + OK – แต่..ขา ไม่ค่อยโอเค ฉบับพุงทลายเอ็นร้อยหวายล้มไขมันที่ถูกสะสมต้องร้องขอชีวิต
โพสเมื่อ

ครั้งนี้มัชรูมทราเวลได้รับเกียรติจาก Guest สุดพิเศษ ที่จะมาบอกเล่าประสบการณ์ ทริปฮ่องกง แบบฉบับเที่ยวด้วยตัวเอง จะไปเที่ยวที่ฮิตๆ ที่ไหนบ้าง ไปติดตามกันเลยค่ะ


– HK + OK – แต่..ขา ไม่ค่อยโอเค ฉบับพุงทลายเอ็นร้อยหวายล้มไขมันที่ถูกสะสมต้องร้องขอชีวิต

สวัสดีค่ะ กระทู้นี้เป็นกระทู้แรก สำหรับการรีวิวการไปเที่ยว (ไปเรื่อยๆ) สำหรับเรา

คำเตือน !!!! กระทู้นี้ อาจไม่ได้รับประโยชน์สักเท่าไหร่ ใครต้องการสาระ ข้าน้อยขออภัยนะคะ บางสถานที่อาจจะหลงๆ ลืมๆ

งงๆ จำอะไรไม่ค่อยได้ และสำหรับภาพที่ใช้ในการประกอบการเล่า ทริปฮ่องกง จะเป็นภาพสไตล์ abstract ในแบบฉบับของตัวเอง

นั่นก็คือ มันอาจจะเบลอๆ เอ๋อๆ ไม่ชัด นั่นเอง 55555555 คือมันอาจจะผ่านแอป ผ่านการดัดแปลงไปหลายสิ่ง

ขออย่าถือสานะคะ เลื่อนผ่านๆๆๆ มันไปได้เล้ยยยยน้าาาา………..มาๆๆๆๆ มาเริ่มกันเลยดีกว่า เย้ ไป เที่ยวฮ่องกง กัน

ทริปฮ่องกง เริ่มที่ เราจองตั๋วเครื่องบินไว้ตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว เลือกบินของ Airasia ทั้งขาไปและกลับ (เพราะถูกสุด) 55555 ตอนนั้น ดูราคาอย่างแรก เพราะเราเลือกเดินทางช่วงวันสงกรานต์ ซึ่งยังไงก็แพง เลยเลือกเอาที่ถูกที่สุดไว้ก่อน โดยเราบินไฟล์ท 17.45 น. (วันที่ 12 เมษายน 2560) จะไปถึงฮ่องกงดึกๆ หน่อย คือเวลาประมาณ 21.00 น. โดยประมาณ (เวลาฮ่องกงจะเร็วกว่าไทย 1 ชั่วโมงค่ะ) ส่วนค่าเงินฮ่องกงตอนนั้น เราจับคูณ 4 หมด เพื่อคิดง่ายๆ ในตอนเดินทาง (ที่จริงแลกมาเรท 3.99) โดยเราแลกเงินไป 13,000 บาทไทย ไปกันสองคนนะคะ ซึ่งคิดว่า น่าจะพอ 55555 มั้ง

ในส่วนของขั้นตอนการเดินทางจากไทยไปถึงสนามบินฮ่องกงนั้นนนนนน………..เราขอวาร์ปมาอยู่บน Airport Express เลยนะคะ 55555

*** วันที่ 12 เมษายน 2560***

เราเดินทางเข้าเมือง โดย Airport Express ซึ่งหลังจากรับกระเป๋าเอาของอะไรเสร็จออกมาจากสนามบินแล้ว เดินดุ่ยๆออกมาก็จะเจอเคาท์เตอร์ เขียนไว้ว่า Airport Express เราก็บอกเค้าไปว่าเอากี่ใบ (อันนี้กรณีซื้อที่เคาท์เตอร์ จะได้ไปต้องไปงงๆที่อื่น) และเราก็ซื้อบัตร Octopus จากตรงนี้เลย รวมราคา 2 คน 400 HKD แบ่งออกเป็น ค่าบัตร Airport Express 50 HKD และค่าบัตร Octopus 150 HKD (มีเงินในนั้น 100 HKD + ค่ามัดจำบัตร 50 HKD)

เมื่อซื้อเสร็จแล้ววก็เดินดุ่ยๆๆๆ เข้ามารอรถไฟกันจ้า ปลายทางเราจะไปสถานี Sham Shui Po เพราะพักที่พักแถวนั้น ที่พักชื่อ yha mei ho house youth hostel จองไว้ 4 คืนจ้า ก็นั่งชิวๆไปเปลี่ยนสาย 2 ครั้ง ประมาณ 20-25 นาทีก็ถึง สถานี Sham Shui Po

ปล.ชอบตรงมีสายเสียบ USB ให้นั่งฟินๆเนี่ยแหล่ะ สบายยยยย

22.30 น. เราออกประตู D2 เดินตรงดุ่ยๆๆๆๆขึ้นมาเรื่อยๆเลย จะมีร้านค้าประปราย ตรงไปอีก จนเดินตรงขึ้นเนินไปเรื่อยๆ จะเจอเหมือนสวน (จะมีคล้ายๆที่เก็บพวกขวดเก่าขาย อยู่ตรงโซนนั้น) ก็เลี้ยวซ้ายไปตามไฟแดงที่ 1 หันทางขวา ข้ามไฟแดงที่สอง จุดนี้มองตรงไปเลยจ้าา จะเจอตึกที่พักอยู่ไม่ไกล แค่ข้ามเขาสามลูก เอ้ย ข้ามถนน ข้ามสวน ขึ้นเนินอีกนิดหน่อย!!! เองจย้าาาาา (ระยะเวลาการเดินประมาณ 5-6 นาที) แล้วแต่ฝีเท้าและน้ำหนัก -*-

มาๆๆๆๆถึงแล้วจ้าาาา อันนี้วาร์ปภาพที่ห้องอาหาร(ที่ถ่ายตอนเช้า)มาให้ดู ชื่อ House 41 คือ สวยเกร๋ชิคมากกก ในส่วนของตัวห้องพักนั้นนนนน ดูรูปใน Google เลยจ้าาา (ลืมถ่ายมา-*-)555555 คือก็เหมือนในเน็ทเลยค่ะ ห้องพักสะอาด กว้าง สบาย มีทีวี ไวไฟ เซฟ ตู้ เก้าอี้กึ่งโซฟานั่งเล่น 2 ตัว โต๊ะเล็กทานข้าว ครบ แต่ แต่ แต่ !!! ไม่มีตู้เย็นนะคะ ถ้าอยากแช่ของ สามารถลงไปใช้ที่ห้องรวมด้านล่างได้ มีเวฟ มีตู้เย็นครบ เพราะที่นี่จะเป็นลักษณะที่พักของนักศึกษาค่ะ แต่ !! อย่าเพิ่งคิดว่าจะวุ่นวาย เสียงดัง ไม่เลยค่ะ คือ เงียบมากกกกกกกกก สบาย ส่วนตัวมากกก เค้าอยู่กันแบบผู้ดีๆ 555 ที่สำคัญ เด็กหน้าตาดีด้วยยยยย หึหึ

23.00 น. เวลาประมาณ 5 ทุ่ม คนอวบสองคน ยังมิวาย อยากสำรวจโลก แทนที่จะพัก แต่ขอเดินออกมาหาของกินจย้าาาาา และก็ได้มาโพ๊บบบบบกับ บัวลอยฮ่องกง !!! ใช่มั้ย แบบนี้เค้าเรียกว่าอะไร 555555 คือเดินย้อนกลับมาทาง MTR เห็นร้านนี้วัยรุ่นนั่งชิคๆเยอะ เลยอยากชิคบ้าง ก็เลยลองสั่งอันนี้มา หน้าตาดี ในส่วนของรสชาตินั้นนนนนนน เอ่อออ ก็ดีนะ แต่ไม่ดีมาก5555 เหมือนกินบัวลอยน้ำกระทิ ดีตรงไม่หวานมาก แต่ปัญหาคือ มะพร้าวแข็งมากกก แก่ฝุดๆ ฮืออออ เสียใจจจจ อยากได้มะพร้าวอ่อนๆ55555 (ตอนนั้นคิดถึงมะพร้าวที่ไทย ลูกละ20บาท ฟินๆหวานๆชื่นใจ)

หลังจากนั้นก็แวะซื้อน้ำที่เซเว่นมานิดหน่อย ขนมขบเคี้ยวอีกนิสสสส (นี่ชักไม่นิสละ) แล้วก็กลับเข้าที่พักนอน (ได้แล้ว) ตามเวลาอันสมควรจ้า

ปล.ห้องน้ำที่นี่ดี สะอาด มีผ้าขนหนูผืนเล็กใหญ่ให้ และจะมาเก็บขยะเปลี่ยนผ้าเช็ดเท้าให้ทุก 3 วัน 5555 และ ตอนจะเช็คเอาท์ต้องเอาผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน และรีโมททีวีไปคืนด้วยนะจ๊ะ อาจจะดูเยอะะะ???!!ใช่มั้ย ตอนแรกเราก็คิดว่าอย่างนั้น แต่ก็โอเคนะคะ เป็นโฮสเทลที่น่าอยู่และคิดว่ามาครั้งหน้าก็อาจจะมาพักที่นี่อีก (ชอบตรงความสะอาด)

*** วันที่ 13 เมษายน 2560***

วันที่ 2 ของ ทริปฮ่องกง ตื่นเช้ามาพร้อมกับความหิวโหยยยย (เอ็งหิว?อีกแล้ว?) รีบอาบน้ำแต่งตัวเตรียมลงไปเบรคฟาสสส วันนี้เราจะไปเดินเขากัน โดยในส่วนของอาหารเช้าของที่นี่นั้นนนน เชฟเอียน เชฟป้อม หม่อมภาสันต์ นั้นนน ท่านไม่ได้มา 555555 (พูดเพื่อ?) แต่ก็มีเชฟชิคๆ รังสรรค์เมนูอาหารเช้าให้เราเลือก ถึง 4 เมนู ตามสไตล์ที่ต่างกันไป พร้อมเครื่องดื่มคนละ 1 แก้ว มีกาแฟ น้ำชา ชามะนาว (เครื่องดื่มเย็นจะมีแค่น้ำเต้าหู้นะจ๊ะ) สำหรับเรา เลือกเมนูนี้บ่อยสุด 555555 เพราะทานง่ายสุด ตรงครัวซองค์กับไส้กรอก (ยืมภาพถ่ายของวันที่ 15 เมษายน มานะคะ ขออภัย) ส่วนเมนูอื่นจะเป็น เส้นต้มๆ , แนวๆบ๊ะจ่าง , หมั่นโถวติ่มซำ คือเราว่า อันนี้เวิร์คสุดละ 55555555

09.00 น. เตรียมพร้อมออกเดินทางสู่ Dragon back กัน เราออกเดินทางไปขึ้น MTR ลงสถานี shau kei wan แล้วก็ไปออกทางออก A3 ตรงออกไปจะเจอป้ายรถเมล์ต่างๆ ก็เลี้ยวขวาไปตามทางเลยจ้า ไปตรงป้ายบัสสาย 9 แล้วก็ยืนต่อแถวขึ้นรถตรงนั้นเลยจ้า จะเห็นได้ว่ามีคนเยอะพอสมควรเลยค่ะ ทั้งหนุ่มสาว อาม่า อาอึ้ม อากง อาแปะ มาเพียบบบบ และที่สำคัญ ชุดเค้าพร้อมเดินขึ้นเขามาก ต่างจากเรามากๆ 55555 (ในใจคิดว่าจะรอดมั้ยเนี่ยตรู)

ปล.พกน้ำไปคนละขวดนะคะ ไว้จิบๆได้ระหว่างทาง กับขนมนิดหน่อย อย่าเอาไปเยอะค่ะ ทางไม่ไกล ไว้เดินเสร็จค่อยลงมากินที่อื่นๆได้

อ่ะ ไปต่อๆๆ พอรถมาจอด มีคนขึ้น ก็ขึ้นตามๆกันไป ใช้บัตร Octopus ตื๊ดได้เลยค่ะ และก็นั่งไป ประมาณ 15 นาที เราจะลงป้าย to tei wan กันค่ะ (คอยดูจอบนรถได้ค่ะ จะมีแสดงไว้ให้ดู)

วาร์ปปปปปปปปปปป……………มาถึงแล้ว ก็จะมีอาม่า อากง ลงที่เดียวกับเราเยอะพอสมควร ก็ลงป้ายนั้น แล้วจะเจอทางเข้าเลยค่ะ (ตรงนี้ใครจะเข้าห้องน้ำเข้าเลยนะคะ ขึ้นไปข้างบนไม่มีแล้วจ้า) ถ้าพร้อมแล้ว…ก็ลุยเลยค่ะ

ทางเดินจะเป็นทางชันซะส่วนใหญ่ ประมาณ 70-80% นะคะ เป็นเนิน เป็นหิน เป็นบันไดบ้างสลับกันไป

บ้างจุดก็จะมีให้หยุดพัก บางจุดก็จะเป็นต้นไม้สองข้างทางค่ะ

เดินๆๆๆไปเรื่อยๆๆๆๆ อาอึ้มอากง ที่เราทำโชว์เดินนำพวกเค้ามาตอนแรก จนตอนนี้ แซงเราไปแล้วค่ะ 555555555 เพราะเราหยุดยืนพักบ่อยมากกกกก ตามประสาคนอวบ ที่ออกกำลังกาย 1 ครั้ง ต่อเดือน(ไม่ใช่ต่อวัน) 55555

เดินไปๆ หยุดพักถ่ายรูปบ้าง จิบน้ำ ดื่มด่ำชมวิวบ้าง ใกล้ถึงแล้วววว

วันนั้นอากาศประมาณน่าจะ 20 ต้นๆ จำไม่ค่อยได้ มีหมอก แต่ไม่หนาว มีลมพัดบางจุด แต่โชคดีอากาศไม่ร้อนค่ะ เพราะเราไปถึงค่อนข้างเช้า เลยทำให้เดินสบายๆ

อู้ยยย เห็นแล้วๆๆๆๆๆ บรรลุๆๆๆ แล้ววววว คือสวย คือดี น่าจะใกล้ถึงช่วงหลังมังกรแล้วหล่ะ (คิดงี้มาตลอด5555)
เดิน เดิน เดิน ต่อไปอีกนิด วิวก็สวยยิ่งขึ้นค่ะ

อีกนิสสสน้าาาาา

มองนาฬิกา ประมาณ 1 ชั่วโมงพอดี ที่เราเดินมาถึงตรงจุดหลังมังกร ความเหนื่อยหายเป็นปลิดทิ้ง
รู้สึกชนะใจตนเอง 5555 เพราะปวดขามากกก จะไม่ไหวๆๆหลายรอบ แต่ก็ค่อยๆเดินมาจนถึง

ชาวต่างชาติก็มาเดินเยอะเหมือนกันนะคะ บางคนเดินสวนเรามา คาดว่าน่าจะมาจากอีกทาง (คือลงรถเมล์ก่อนเรา) ยากกว่า และ ไกลกว่า 5555 ส่วนมืออาชีพแบบเรา ขอเอาง่ายๆ ใกล้ๆไว้ก่อนค่ะ 5555

นิพพานแล้ววววว ถึงแล้ว ลงได้ 5555 ต้องการแค่นี้หล่ะ ชื่นชมวิวสักพักก็เดินทางกลับ ลงไปทางเดิมค่ะ ตอนลงนี่เร็วมากกกก ลื่นล้มไป 2 รอบ แทบจิ กลิ้งตกเขา 55555 และที่สำคัญคือ อาการปวดขาเริ่มมา (คิดในใจ วันแรกตรูจัดทริปอะไรของตรูฟระเนี่ยยย คือใช้พลังงานหนักมากกก) ใช้เวลาขาลงไปครึ่งชั่วโมงค่ะ ตอนขาลง มีคนเพิ่งมาเยอะมากกก ตอนนั้นจะเที่ยงแล้ว แดดเปรี้ยงมากกก ร่างการต้องการอาหารอย่างแรง 55555 ขากลับ ข้ามไปฝั่งตรงข้าม ขึ้นรถเมล์ไปลงที่ สถานี shau kei wan เช่นเดิมค่ะ เราจะวาร์ปปปปไปลง tsim sha tsui กัน

12.00 น. โดยประมาณ เราก็มาถึง tsim sha tsui เพื่อมาหาของกินมื้อกลางวัน และในวันนี้ก็ต้องวนเวียนอยู่แถวนี้ เพื่อรอขึ้นเรือสำเภา dukling ในตอนเย็น

คือด้วยความหิวม๊ากกกกกก ตั้งใจจะไปกินราเมงข้อสอบ เพราะติดใจม๊ากกก ตั้งแต่ไปญี่ปุ่น พอมาที่นี่ก็อยากซ้ำๆๆๆ อีกสักแปดสิบห้ารอบ เลยรีบดุ่ยๆๆเข้าไปที่ร้าน สรุปว่า คนเยอะม๊ากกกกกก 5555 เลยตกลงกันกับเพื่อนสนิท(แต่งงานกันแล้ว แต่พ่อบอกให้ดูๆใจกันไปก่อน อย่าเพิ่งรีบมีแฟน ฮาาาาา) ว่าเปลี่ยนแผนเถอะจย้าาา ถ้าคนจะถล่มทลายวัวตายฟายล้มขนาดนี้ เลยไปแผนสอง คือ ร้าน DIM SUM ICON ตีมไข่ขี้เกียจ ที่ห้าง The One เลยเดินๆๆหา ขาก็ปวดมากเช่นกัน จุดนั้นแทบร้อง เพราะเหนื่อยล้าที่เดินเข้าป่า 5555 สุดท้ายก็เจอแล้วว เย้ (เดินตาม Google map เลยจย้าาา)

สรุป นางเปลี่ยนเป็นตีม กาฟิวส์จ้าาา (น่าจะใช่นะร้านเดียวกัน หรือเราคิดไปเอง) 555 แต่ก็น่ารักทุกเมนูเลยยย

สั่งไปกรี๊ดไป ทั้งขนมจีบ ฮะเก๋า ป่อเปี๊ยะ

น่ารักเกิน กินไม่ลง (แต่ก็กิน5555)

อร่อยทุกอย่าง ยกเว้น….ข้าวหน้ากาฟิวส์อันนี้ 555 (ทำไมเราไม่ชอบก็ไม่รู้ รสชาติ อธิบายไม่ถูกๆ หวานแปลกๆ)

รวมๆๆแล้ว ค่าเสียหายก็ตายเหมือนกันจ้าา หมดไป 348 HKD (ตายสงบ ศพรูปกาฟิวส์) 5555 ถือว่าแลกกับความน่ารัก

หลังจากทานเสร็จ กินคาวไม่กินหวาน….. ก็ไม่ได้ใช่มั้ยคะ 555 ไปต่อสิคะ วาฟเฟิลที่ไม่กิน แสดงว่ามาไม่ถึงกับ Mammy Pancake ไส้ มันม่วง ซึ่งคนซื้อเยอะมากกกก คิวเป็นสิบ แต่ก็ต้องยอมรอ เพราะหอมมากกกกกกกกกราคา 30 HKD และอันใหญ่มากกก และที่สำคัญ อร่อยม๊ากกกก หอม ไส้ดี กรอบนอกนุ่มใน กินเพลินเกินห้ามใจม๊ากกนี่นึกแล้วอยากกินอีก 55555

เมื่อกินหวานไปแล้ว ก็ต้องต่อด้วยขม (เดี๋ยวนะ นี่ไปอดอยากมาจากไหน ) เพราะตกบ่ายก็เริ่มง่วง พลังก็หมด ขาก็ปวดมากกกก เดินวนหาร้านต่างๆนานาๆใน จิมซาจุ่ย สรุป ขอนั่งพักที่ N1 จัดกาแฟไปคนละแก้วเบาๆจย้าาาา
สนนราคา ลาเต้ร้อน คาปูร้อน (สั่งคาปูเย็น แต่ได้ร้อน เออ ร้อนก็ร้อนฟระ) 2 แก้ว 72 HKD เบาๆ (กระเป๋าตังค์น่ะ เริ่มเบา55)

หลังจากได้เวลาอันสมควร ก็เดินไปเรื่อยๆ เพื่อไปตรง Hong Kong Cultural Center แวะถ่ายรูปเล่นชิคๆ รอเวลาขึ้นเรือตอน
18.30 น. ด้านในก็จะเย็นๆหน่อย เหมาะแก่การล้างหน้าล้างตา และพักผ่อน (อยากนอนหลับ) 5555

เมื่อยขามากมายยย ได้แอร์เย็นๆด้านในก็ชื่นใจ ตอนช่วงที่เราไป เหมือนจะมีงานเกี่ยวกับหนังจัดที่นั่นด้วย
วัยรุ่นเยอะมากกกก แนวๆ อปป้า อปลุง หว่องๆ ชิคๆ ก็มากมายลายตาไปหมด สดชื่นนนนนนนนนน ตื่นขึ้นมาเลยทันที

ถ่ายรูปเล่นจนเหนื่อย คอแห้ง แบตหมดทั้งคนและโทรศัพท์ พาวเวอร์แบงค์ก็หมด สุดท้าย ต้องนั่งกินกาแฟ เหมือนเดิม โชคดีมีที่ชาร์ตแบตให้ที่ร้าน มีโต๊ะเป็นเคาท์เตอร์ให้ชาร์ตแบตทางหลังร้านค่ะ ปล.จำชื่อร้านไม่ได้ 5555 ลองเดินดูในนั้นนะคะ เป็นร้านอาหารคนจะนั่งเยอะ แต่ไม่ใช่สตาร์บัคนะคะ

หลังจากถึงเวลาแล้ววว เราก็วาร์ปไปขึ้นเรือสำเภากันเลยดีกว่าค่ะ ขึ้นตรงท่าเรือตรงนั้นเลยค่ะ อากาศดี มีลมเย็นๆ แต่เราว่า วันนั้นมีลูกค้าขึ้นแค่ 4-5 คนเองค่ะ บนเรือจะมีให้เลือกเครื่องดื่มคนละ 1 อย่าง ทั้งเบียร์ น้ำอัดลม น้ำเปล่า นั่งล่องไปกลับรวมแล้วประมาณเกือบ 1 ชั่วโมงค่ะ

ตอนนั่งแรกๆนี่ เกร็งมากกกกกกก คือเรือเอียงมากกก ไปตามแรงลม และด้วยว่ายน้ำไม่เป็น นี่จิกสุดฤทธิ์ ไม่มีอารมณ์ชมวิวใดๆ พอผ่านไปสักครึ่งชั่วโมง ถึงเริ่มรู้สึกโอเคขึ้น เพราะมันมืดแล้ว 55555 จนถึงฝั่ง รู้สึกโล่งงง 5555

หลังจากนั้นเราก็รอดู symphony of lights ต่อ ตรงส่วนนี้ ไม่มีอะไรบอกเล่า 5555 เพราะคนเยอะมากกก เลยไม่ค่อยมีสมาธิในการดู
ไปหาของกินดีฝ่าาาา 5555

บะหมี่นี้ช้ำรัก เนื่องจาก หลังจากดูไฟเสร็จ ตั้งใจจะกลับไปที่ร้านราเมงข้อสอบ เพราะคิดว่า คนคงน้อยลงแล้วมร้างงงงแก สรุปพอไปถึง ขุ่นพระะะ นางคนเยอะกว่าเดิมจ้าา คนล้นออกมานอกบันไดหน้าร้าน จึงเดินคอตกไปเจอร้านนี้แทน จุดนั้นอะไรก็ได้ฟระ ที่มีที่นั่ง เพราะกี่ร้านๆ ก็คนเยอะทุกร้านเลย เสียจุย….แต่ อันนี้รสชาติก็ไม่เลวนะ แถมราคาถูกด้วยให้เยอะด้วย เป็นบะหมี่น้ำข้นๆ กับเนื้อ มันๆนิดๆ อิ่มท้องนอนสบายยยย

ตบท้ายด้วย กินคาว ไม่กินหวาน….ไม่ได้นะคะ 55555 เลยลองบิงซูร้านใกล้ๆกัน อร่อยดีค่ะ รสมันม่วงอีกแล้ว ตัวน้ำแข็งจืดๆธรรมดา แต่รวมๆแล้วมีสเหน่ห์เหลือเกินนนน แต่นั่งเพลินๆๆไม่ได้นะ คนแน่นร้านมากก นี่นั่งเบียดกะน้องโต๊ะข้างหลังแทบจะขี่คอกัน 5555

*** วันที่ 14 เมษายน 2560***

วาร์ปมาเช้าวันต่อมาของ ทริปฮ่องกง ภาพตัดเมื่อคืน เพราะอิ่ม และเมื่อยขาสุดๆ กลับถึงที่พักสลบเป็นตาย
เมื่อคืนวัดระยะการเดิน เกือบสามหมื่นก้าว 5555 คิดแล้วสยอง !!!! แต่วันนี้เราจะสายชิวกันบ้าง
ทานข้าวเช้าแล้ว พร้อมออกเดินทางสู่ พระใหญ่ นองปิง – ดิสนีย์แลนด์ แดนมหัศจรรย์ ใสใส เหมาะกะวัย 32 !!! 5555

ปล.ภาพต่อจากนี้ปรับไซส์ให้เล็กลงนิสนึง เพื่อความปวดตาน้อยลง5555

เรานั่ง MTR มาลง Tung chung station เพื่อขึ้นกระเช้านองปิง สามมมมมมร้อยยยยยยยยยยหกกกกสิบบบองศาาาา
แบบพื้นใส๊ใส !!!! เมื่อเดินออกจาก MTR ตามผู้คนมาเรื่อยๆ มีป้ายบอกทางมา ngong ping 360 ค่ะ ไม่ต้องกลัวหลง เรามาถึงตอน 09.30 น. ตอนแรกคิดว่าสายแล้วแน่ๆ เพราะเปิด 09.00 น. คิดว่าคนจะมารอแน่น สรุปคือ แถวสั้นมากก รอแปปเดียวประมาณ 10 นาที ก็ได้ขึ้นแล้วค่ะ

นั่งถ่ายรูปชมวิวเพลินๆ วิวดีมากๆค่ะ ตอนแรกเราคิดว่าเราจะกลัวมากก เพราะเป็นคนกลัวความสูง กลัวมันทุกสิ่ง 555 แต่พอขึ้นมาแล้ว ไม่เลยค่ะ เรารู้สึกชิวมาก นั่งแบบไม่เกร็งกลัวจนสักพักก็ถึงค่ะ 5555

เดินเข้ามา มีฝนปรอยเล็กน้อยแบบ เบาๆ เบามากๆๆๆ เหมือนตกมาแกล้งๆ
คนเยอะพอสมควรค่ะ แต่ว่าแดดไม่ร้อน เลยชิวๆ แต่ถึงอย่างไรก็ตามมม จากสภาพขาเมื่อวาน ทำให้เราไม่ไหวเดินขึ้นไปค่ะ แงงงงงงง

เลยขออธิษฐาน ไหว้ขอพรอยู่ด้านล่างค่ะ

หลังจากนั้น เราต้องทำเวลาเพื่อไปดิสนีย์แลนด์ต่อ แต่ในเวลานั้น ในแพลน ต้องแวะกินขนม ร้าน Honeymoon Dessert ด้วยค่ะ
ร้านจะอยู่ตรงแถวๆต้นๆทางเข้ามาเลยค่ะ

ในส่วนของขนมสองชนิดนี้นั้น เราขออนุญาตไม่คอมเม้นท์ 555 ขึ้นอยู่กับความชอบส่วนบุคคลค่ะ สำหรับเราเราว่าธรรมดาๆไม่หวือหวา ค่าเสียหายตกอยู่ที่ 82 HKD ค่ะ

ทานขนมเสร็จ เราก็รีบวาร์ปปปปไปขึ้น MTR ย้อนกลับมาลงที่สถานี Disney Land Resort ค่ะ

งูยยยย มุ้งมิ้ง นั่ลล้าคคคคค เธอทำให้ฉันรู้สึกเหมือนตอน 14

เราซื้อตั๋วไว้แล้วค่ะ เลยตรงดิ่งเข้าเลย ตอนนั้น เวลาประมาณสิบเอ็ดโมงครึ่งค่ะ คนไม่เยอะมากก กำลังดี อากาศก็ครึ้มฟ้าครึ้มฝนอยู่นิดๆค่ะ

เข้าไปถึงเราตรงดิ่งเข้าไปโซน Tomorrow Land กันเลย เพื่อไปเล่น Hyperspace Mountain รอแถวแค่ประมาณ 15-20 นาที น้อยกว่าที่คิดไว้ค่ะ

ตอนแรกอ่านรีวิวมา ว่าจะต้องเอาบัตร fast ก่อน ต่างๆนานา แต่ในหัวคือ หลง ลืม แพลนไม่มี ไปเรื่อยๆเปื่อยๆตามจุดต่างๆเลยค่ะ 5555

จบจากจุดนี้ บอกเลย เดินออกมานี่ เซโรงัง ไม่รู้สึกอะไร นอกจาก อยากอาเจียน 55555555 คือเหวี่ยงได้โล่ห์ เหวี่ยงแบบไส้ในพันกันหมดแล้ว เร็ว แรง และมืด และมืด นี่ยัง งง มาก ว่าเด็กๆเค้าเล่นกันได้งัย หรือเราแก่แล้ว 5555555

หลังจากเล่นเครื่องเล่นแรกไปแล้ว ขอหยุดพักทันที อยากนั่งอะไรชิวๆ พวกเวียนๆ ป้าไม่เอาแล้วป้าขอบายยยย555
จึงเดินไปเรื่อยๆ เข้าไปโซนเมืองตุ๊กตา เข้าชมการแสดงโชว์ในโรงละคร เรียกว่าอะไรที่นั่งๆ เย็นๆ คนน้อยๆก็เข้าไปเลย5555

เสร็จแล้วก็ไปล่องเรือที่โซน Adventure land ตรงนี้แถวจะแบ่งเป็น ภาษาอังกฤษ และภาษาจีนด้วย ถ้าจำไม่ผิดมีอีกภาษาน่าจะเป็นญี่ปุ่นนะคะ สำหรับหน้าอินเตอร์ๆอย่างเรา เข้าแถวภาษาอังกฤษสิคะ ไม่ใช่อยากฟังบรรยายอะไรหรอกนะ แต่พอดีแถวมันดูสั้นสุด5555

บนเรือก็ล่องไปตามแม่น้ำอเมซอน ไกด์นำทัวร์ก็บรรยายไปอย่างมีอรรถรส มีสัตว์ป่าต่างๆเพลิดเพลิน ตรงทางใกล้ออกระวังระเบิดด้วยนะคะ55 นั่งไปนั่งมาสนุกดีเหมือนกัน อยากนั่งอีก เย็นๆดีค่ะ

ล่องเรือเสร็จเดินมาอีกหน่อย จะเจอ โซนนี้ เราชอบเครื่องเล่นอันนี้ม๊ากกกก เป็นคล้ายๆกระโดดร่ม สนุกดีค่ะ คนกลัวความสูงไม่ต้องกลัวนะ เพราะเวลาขึ้นไป ก็กลัวอยู่ดี 555 แต่ไม่น่ากลัวมากนะคะ ตอนปล่อยลงมาแบบไม่เร็วมาก รู้สึกปลดปล่อย555 เด็กตัวเล็กๆยังนั่งกันเพลินๆ หัวเราะชอบใจเลยค่ะ

ส่งท้ายวันด้วยภาพอาหารเมื่อกลางวัน ที่ดิสนีย์แลนด์ ตอนแรกกลัวเลี่ยน แต่ปลื้มจิตปลื้มใจกับเป็ดมากกก หอมถ่านสุดๆค่ะ (แต่ราคาสูงเช่นกัน)

วาร์ปไปเดินเล่นเรื่อยๆ จนถึงตอนเย็น ฝนทำท่าครึ้มจะตก แต่ไม่ตก ตกก็นิดๆน้อยๆมากๆ เราจึงกลับที่พักค่ะ

**วันที่ 15 เมษายน 2560 **

ทริปฮ่องกง วันนี้ ตื่นเช้ามา ฝนตก !!!!! แต่เช้าตรู่เลย งานเข้าแต่เช้า เพราะวันนี้ก็มีแพลนไปเดินเล่นแบบเอ้าท์ดอร์แบบชิวๆ แล้วไงละทีนี้
…..ตัดสินใจ ลงมานั่งกินข้าว รอฝนหยุดค่ะ ยังไงก็ต้องลุย มาเที่ยวแล้วก็เอาให้สุด อากาศ ก็เย็นสบายดี มีร่มหนึ่งคัน 2 คน โชคดีที่พกมาได้ใช้ 5555 พอฝนเริ่มซา ก็ออกเดินทางต่อ กะว่าไปตายเอาดาบหน้า !!!!

ชะแว้บบบบ มาลงสถานี Choi Hung เพื่อมาถ่ายรูป Choi Hung Estate (ท่ามกลางฝนตก!)
พอออกจากสถานี ทางออก C มองขึ้นไปจะเห็นตึกเลยค่ะ เดินไปตามมุมที่สะดวก และขึ้นไปชั้นบนของลานจอดรถด้านบนจะเป็นสนามบาสเกร๋ๆค่ะ
ตอนขึ้นไปนี่ฝนยังตกอยู่เลยค่ะ กะว่าจะไปดูเฉยๆรอฝนหยุดสรุปพอขึ้นไป ไม่ใช่มีแค่เราจ้า สาวๆวัยรุ่น ยอมมายืนตากฝน
ถ่ายรูปกันเพียบ 555 บ้างก็ได้ร่มเป็นพร็อพก็ดูเก๋ ดูเกาไปอีกแบบดีค่ะ ไอเราก็เอาวะ ไหนๆก็มาแล้ว ก็ยืนถ่ายกลางฝนไปเลย
เปียกก็เปียกไปจ่ะ

ชุ่มฉ่ามมมม มากๆ

หลังจากได้รูป (แบบยิงมั่วๆรัวๆ จากเพื่อนสนิทที่ไปด้วยกันแล้ว) ก็รีบพุ่งตัวไป MTR กันต่อ
เพื่อไปเดินเล่นแถว Central – Holly wood road ท่ามกลางสายฝนที่เย็นฉ่ำ

แต่เมื่อไปถึงแล้ว ดันไปสะดุดตากับป้ายร้านเฝอ เลยขอแวะลองสักติ๊ดดด เพราะกองทัพต้องเดินด้วยท้อง ถ้าไม่มีน้อง แล้วพี่จะเดินยังไง เอิ่บบบ

ในส่วนของความอร่อยนั้น ก็อร่อยอยู่นะคะ รสชาติดี และที่สำคัญเยอะมากกกกกกก อ้ออ !! ลืมบอกไปว่า ร้านนี้ขายแต่เนื้อนะคะ จานนี้เราสั่งเนื้อส่วนไหนจำไม่ได้เหมือนกัน แต่คือมันดีมากก ตัวเนื้อนุ่มสุดๆ แนะนำให้มาลองค่ะ แต่ราคาก็แอบสูงนิดนึง แต่ปริมาณคุ้มมากๆ กินคนเดียวแทบไม่หมดค่ะ

ออกจากร้านเฝอมา เดินข้ามถนนมานิดนึงก็ถึง Graham Street แล้วค่ะ โชคดีฝนเริ่มหยุดแล้ว และคนก็น้อยด้วยสามารถถ่ายได้อย่างชิวๆ ไม่ค่อยมีเพื่อนร่วมเฟรมค่ะ

หลังจากเดินเล่นแล้ว เราจะไปขึ้น Peak Tram กันค่ะ ตอนแรกไม่ได้ตั้งใจว่าจะไป เพราะไม่ได้ใส่ไว้ในแพลน คิดว่าไปอย่างอื่นดีกว่า แต่พอดีเห็นป้ายทางขึ้น tram และเวลาก็ยังมี เลยเดินไปตามป้ายเลยค่ะ ตอนเดินนี่ ขาขึ้นๆๆอย่างเดียวเลย สภาพตอนนั้น อยากหายตัวได้มากๆ ขาพังสุดๆ

แต่ในที่สุด…..ก็เดินมาถึง Peak Tram ค่ะ แวะซื้อตั๋ว ไปกลับคนละ 99 HKD และที่โชคดี ตอนไปซื้อตั๋ว รถรางมาพอดี แถวไม่ยาว และมีคนรอขึ้นอยู่ไม่มากจ้า คือดีเว่ออออร์ ขึ้นมานั่งอย่างสบายย อ่าาาา วิวก็สวย แต่รู้สึกตัวหงายตลอดเวลาทางขึ้น 555

นับถือในคนสร้างมากๆ ทางนางขึ้นๆๆชันมากๆ และวิวข้างทางก็สวยมากๆเช่นกัน

เมื่อมาถึง จะเป็นตึกหลายๆชั้นค่ะ มีร้านอาหาร และที่ขายของต่างๆให้เลือกช็อปเราก็เดินขึ้นๆไปชั้นบนสุดเลยค่ะ ก็จะพบกับวิวแบบนี้

สวยงามมากจริงๆ และลมเย็นสบายมากๆ ดีที่ฝนตก อากาศเย็นสบายสุดๆอยากจะทิ้งตัวลงนอนมากๆ สำหรับใครจะดูวิวใกล้ๆ เค้ามีกล้องส่องทางไกล บริการนะคะ แต่เสียตังค์ค่ะ (สามารถตื๊ดบัตร Octopus ได้เลยค่ะ) แต่เราไม่ได้ดู 555

เมื่อชมวิวถ่ายรูปสักพัก เตรียมย้ายทัพไป Repulse Bay ไปไหว้เจ้าแม่กวนอิมกัน ครั้งนี้จะเดินทางโดยรถเมล์ แต่ก่อนจะไปนั้น
เราได้แวะหากาแฟกินก่อนน

อ๊ากกกกน่ารักกกกกก

ร้านนี้คือเล็งไว้ คือตั้งใจมาลง สถานี Causeway bay ก่อน เพื่อจะเดินทางมาร้านนี้ สำหรับการเดินทางแนะนำ Google map อย่างเดียวเลยค่ะ คืองงมากๆ ถ้าออกจากสถานี ที่ทางออก F1 แล้ว กด map รอเลยค่ะ จะเดินข้ามถนน ข้ามแยก หลายแยก นิดนึงค่ะ

เมนูนี้จะเป็น Hojicha คือเป็นเหมือนเมนูเด่นของร้านในตอนนี้เลยค่ะ เลยลองสั่งดู ส่วนเมนูด้านบนที่เป็นน้องหมีนั้น คือม็อคค่าเย็นค่ะ
คือน่ารักทั้งคู่เลย เมนูน้องหมี เราหาเปิดรูปในเน็ทให้คนรับออเดอร์ดูเลย ว่าเอาแบบนี้ ส่วนของราคานั้นนนนนน ก็น่าร้ากกก
-*- น่ารักเบาๆ (กระเป๋าเบา อีกแล้ว) 555 ราคา 119 บาท สองแก้วค่ะ แต่ก็คุ้มน้าา ก็มันน่ารักอ่ะ555

นั่งไปได้สักพัก เราก็เดินทางต่อไป Repulse bay โดยการนั่งรถเมลล์ไปค่ะ ตอนนี้ไม่ได้ถ่ายอะไร เลยค่ะ เมารถ
(!!!!! มีอาการกับทุกสิ่ง)555 คือรถเมล์ที่นี่ขับค่อนข้างเร็ว (แต่ก็ดูปลอดภัยนะคะ) เราเลยขอ ข้ามมาที่อาหารเย็นเลยดีกว่าค่ะ

อื้มมมม ชาบู ที่สำคัญ บุฟเฟ่ต์ด้วยค่ะ

ปิดจ็อบอาหารเย็นมื้อสุดท้าย ทริปฮ่องกง มื้อนี้เราเลือกทานที่ จิมซาจุ่ย เพราะต้องเปลี่ยนสายรถไฟที่นั่นพอดี จึง search หาชื่อร้านชาบู หาดาบหน้าตรงนั้นไปเลย เอาร้านที่ใกล้ที่สุด สรุปได้ร้านนี้มาค่ะ ชื่อร้าน gyu jin shabu shabu hong kong ที่ตึก isquare ตรง Mtr ทางออก R เลยค่ะ ง่ายมากๆ ขึ้นไปชั้น 7 ค่ะ แล้วจะเจอร้าน คนเยอะพอสมควรเลย เป็นบุฟเฟต์ผักหยิบเอง ส่วนเนื้อสัตว์ เป็นหมู จะคอยเสิร์ฟให้ถ้าเราต้องการค่ะ มีของหวานเป็นไอศครีม Haagen Dazs ด้วยนะคะ ฟินเลย ราคารวม++ สองคนอยู่ที่ 449 HKD ค่ะ

ขากลับ ก่อนเข้าที่พัก แวะซื้อชานม สร้างฟามสดชื่นนนสักแก้ว รสชาติค่อนข้างหวาน ไข่มุกค่อนข้างแข็ง 555 สรุปโดยรวมถือว่าเฉยๆค่ะ แอบเสียดายผ่านร้าน The Alley แต่เห็นแถวแล้วไม่ไหว เลยไม่ได้ลองชิม ต้องไว้โอกาสหน้าต้องมาลองให้ได้

คืนนี้นอนที่ฮ่องกงคืนสุดท้าย พรุ่งนี้ออกแต่เช้า บินไฟล์ท 10.45 น. แพ็คกระเป๋าสัมภาระพร้อมกลับไทยแลนด์
– สิ่งที่ได้จากการมา ทริปฮ่องกง นี้ คือ ขาพังมากกกกกกกก, ไขมันก็น่าจะละลายไปมากเช่นกัน, แต่ก็สนุกมากเช่นกัน
– ได้เที่ยวครบรส ทั้งธรรมชาติ, บ้านเมือง และโลกแห่งจินตนาการ
– ได้เรียนรู้ วิถีชีวิต ความเป็นอยู่ ของเพื่อนร่วมโลก ว่าเค้าอยู่กันยังไง กินข้าวแบบไหน ไลฟ์สไตล์เป็นยังไง บางมุมก็ดีนะ บางมุมก็เออเราดีกว่า
– MTR ที่นี่ก็แน่นเหมือนกัน เหมือนกันทุกประเทศ ยิ่งช่วงเช้านี่ อ่ะหื้มมม แนบชิดสนิทใกล้มากๆ
– ที่นี่เที่ยวง่าย เดินทางง่าย หาของกินง๊ายยยง่ายด้วยเช่นกัน

เช้าตรู่ กับ Peppapig ที่สนามบิน ได้มาโดยความไม่ตั้งใจ แต่จำเป็นต้องละลายเงิน แบงค์ที่เหลืออยู่ (สองร้อยกว่าบาทไทย 55555 ใช้เงินได้คุ้มมากกกก หมดเกลี้ยง) เลยขอละลายเงินฮ่องกันไป เก็บเหรียญไว้เพียงไม่กี่เหรียญ ไว้เป็นความทรงจำ

งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกลา แต่ไม่ใช่ว่าจะเลิกไป ………..ครั้งหน้าพบกันใหม่ เราจะกลับมาหาเธออีกนะ Hongkong

สุดท้ายอีกครั้ง สำหรับ รีวิว เที่ยวฮ่องกง ในครั้งนี้ หากไม่สนุก หรือข้อมูลใดๆผิดพลาด ขออภัย ขอโทษไว้ ณ ที่นี้ด้วยนะคะ
มือใหม่หัดรีวิว // ครั้งหน้าถ้ามีโอกาสจะกลับมาเล่าประสบการณ์การเดินทางฉบับอวบๆอีกครั้ง

ขอบคุณค่ะ

ขอบคุณ Guest สุดพิเศษ คุณ หิวกาแฟ สังกัด Pantip ที่มามอบประสบการณ์ ทริปฮ่องกง แบบฉบับเที่ยวเอง สนุกครบรสแบบจัดเต็มขนาดนี้ รับเสียงปรบมือจากเราไปเลย!
ระดับความน่าไป : ✩✩✩✩✩
พูดคุยกับ Guest ได้ที่ : เที่ยว ที่เท่าไหร่


ชอบ บทความ มัชรูมทราเวล ทำไงดี…?
1.กดแชร์ต่อ ให้เพื่อนอ่านบ้าง
2. คลิก Like และ ติดตามเราได้ที่ Facebook www.facebook.com/mushroomtravel/

—————

Mushroom Travel มีโปรแกรม ทัวร์ฮ่องกง ให้เลือกมากที่สุด
โทร. 02-105-6234 (30 คู่สาย)
CustomerService@Mushroomtravel.com
Line id : @mushroomtravel

สินค้าที่เกี่ยวข้อง
ไปด้านบนสุด