ค้นหา

Loading...

“In the mood of SINGAPORE” เที่ยวสิงคโปร์ 3 วัน กับ 20 สถานที่ ที่ควรจะไปซักครั้งเมื่อไปเยือนสิงคโปร์

“In the mood of SINGAPORE” เที่ยวสิงคโปร์ 3 วัน กับ 20 สถานที่ ที่ควรจะไปซักครั้งเมื่อไปเยือนสิงคโปร์
โพสเมื่อ

ครั้งนี้มัชรูมทราเวลได้รับเกียรติจาก Guest สุดพิเศษ ที่จะมา รีวิว สิงคโปร์ บอกเล่าประสบการณ์เที่ยวรอบสิงคโปร์ กับ 20 ที่เที่ยวที่ควรไปเยือนสักครั้ง จะมีที่ไหนให้ไปเช็คอินบ้าง ตามไปชมกันเลยค่ะ


“In the mood of SINGAPORE” เที่ยวสิงคโปร์ 3 วัน กับ 20 สถานที่ ที่ควรจะไปซักครั้งเมื่อไปเยือนสิงคโปร์

ถ้าจะให้พูดถึงประเทศที่ผมไปทีไรก็ร้อง “ว๊าว!!!” ได้ตลอด ก็คือประเทศ “สิงคโปร์”

สิงคโปร์เป็นประเทศที่มีการพัฒนาไวมากๆ ประเทศหนึ่งในแถบอาเซียน ทั้งในเรื่องของสถานที่ท่องเที่ยวที่ผุดขึ้นมาหยั่งกับดอกเห็ด และตึกรามบ้านช่องที่แปลกตาทุกครั้งที่กลับไป

นี่เป็นการไป เที่ยวสิงคโปร์ ครั้งที่ 5 ของผม ซึ่งบอกตามตรงคือโคดจะไม่อยากไป เพราะไปบ่อยแล้ว แต่สุดท้ายก็ได้ไปจนได้ จะไม่ไปได้ไงละ!!! ก็โบเล่นเอาชื่อเราไปจองตั๋วเครื่องบินแบบไม่บอกไม่กล่าว 5555

การไปสิงคโปร์ครั้งนี้เราใช้บริการสายการบิน scoot เป็นครั้งแรก เดินทางจากดอนเมือง เวลา 22.55 pm ถึงสิงคโปร์ เวลา 02.20 am ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงกว่าๆ ก็ถึง

เราไปถึงสิงคโปร์ตอนประมาณตี 2 ครึ่ง ถ้าจะเดินทางเข้าเมืองเลยมีอยู่ทางเดียวเท่านั้นคือต้องใช้บริการแท็กซี่ แต่ใครๆ ก็รู้ว่าแท็กซี่สิงคโปร์นี่ราคาอย่างโหด ใครจะไปยอมเสียตังค์ละ 55555 ประหยัดได้ก็ประหยัด เราเลยตกลงกันว่าจะนอนที่สนามบิน แล้วรอรถไฟฟ้า MRT เที่ยวแรกของวัน

รีวิว สิงคโปร์ การอยู่รอในสนามบินชางงีนั้นไม่ยากอย่างที่คิด แถมสบายอีกด้วย เพราะสิ่งอำนวยความสะดวกในสนามบินนี่แบบเต็มสูบมาก ไม่ว่าจะเป็น WiFi ฟรี ตู้เกม ร้านขายของ 24 ชม. โรงหนัง แม้กระทั้งบาร์ ทั้งหมดนี่อยู่ที่เทอร์มินอล 2 ถ้าใครไม่อยากนอน ก็นั่งเล่นเน็ต ดูหนังฆ่าเวลาไปเรื่อยๆ ส่วนคนที่ตัดสินใจแน่วแน่ว่า “กุไม่ไหวแน่ๆ กุต้องนอน ชีวิตนี้การนอนสำคัญที่สุด” มาๆ จะบอกมุมเด็ดๆ ไว้ซุกหัวเข้าไปนอนแบบสบายๆ ให้

พอลงเครื่องแล้ว ให้ตรงไปที่เทอร์มินอล 2 เลย จะเจอกับลานกว้างๆ ถ้าเดินลงบันไดเลื่อนจะไป ตม. แต่ไม่ต้องลง ค่อยผ่านตอนเช้าทีเดียว หันหน้าเข้าบันไดเลื่อนแล้วเดินออกขวาจะเจอบันไดเลื่อนอีกหนึ่งจุดไว้ขึ้นไปด้านบนเขียนว่า Entertainment นั่นแหละเดินขึ้นไปจะเลย

ใครต้องการความสบายหน่อยด้านบนจะมีโรงแรมเอาไว้นอนชั่วคราวอยู่ด้านขวามือ ต้องเสียเงิน แต่ไม่แน่ใจว่าราคาเท่าไหร่ ส่วนใครสายประหยัดแบบผมให้เดินเลี้ยวซ้ายมา จะเจอบาร์และตู้เกม ให้ตรงเข้าไปตรงซอก จะเจอมุมนั่งเล่นอยู่ นี่แหละ ที่นอนของเราคืนนี้ 5555

6 โมงเช้า เราก็ตื่นขึ้นมาล้างหน้าแปรงฟัน เก็บข้าวของ แล้วเดินไปขึ้น MRT ซึ่งอยู่ด้านขวาสุดของสนามบิน

การเดินทางในสิงคโปร์นั้น มันจะมีบัตรอยู่อันนึง ที่เรียกว่า EZ Link เป็นบัตรที่สามารถเติมตังค์เข้าไปแล้วสามารถใช้ขึ้นทั้งรถไฟฟ้าและรถบัสได้เลย แถมยังใช้ซื้อของในร้านต่างๆ ได้อีกด้วย ราคาของบัตรจะอยู่ที่ 12 ดอลลาร์ โดยในบัตรสามารถใช้จ่ายได้ 7 ดอลลาร์ และหลังจากที่คืนบัตรจะได้เงินคืน 3 ดอลลาร์ ใครจะไป เที่ยวสิงคโปร์ ควรจะมีติดไว้จะดีที่สุด

หลังจากนั้นเราก็เดินทางเข้าที่พักกัน ที่พักของเรามีชื่อว่า “5Footway.inn Project Boat Quay” โฮสเทลสุดฮิตของคนไทยที่อยู่ริมแม่น้ำสิงคโปร์ ซึ่งมีสถานีรถไฟฟ้าที่ใกล้อยู่ถึง 2 แห่ง คือ สถานี Raffles Place สายสีแดง และ สถานี Clarke Quay สายสีม่วง

โฮสเทลนี้ถูกออกมาในสไตล์โมเดิล ผนังทาสีขาว ตัดกับการตกแต่งเฟอร์นิเจอร์ที่เป็นลายไม้ ทำให้โฮสเทลนี้แลดูดีเกินคำว่าโฮสเทลไปเยอะ

หลังจากที่เข้าไปคุยกับ Reception เขาแจ้งว่า เราจะสามารถเข้าห้องได้เวลาบ่าย 2 ซึ่งตอนไปถึงน่าจะประมาณเที่ยง เราเลยฝากกระเป๋าเอาไว้แล้วออกไปเที่ยวกันก่อน

เริ่มต้นทริปไป รีวิว สิงคโปร์ เรานั่งรถไฟฟ้าสายสีม่วงโดยเริ่มจาก สถานี Clark Quay ไปลงที่สถานี Dhoby Ghaut เพื่อจะไปสถานที่สุดฮิตในช่วง 2-3 ปีหลังมานี่เลย ซึ่งก็คือ Fort Canning นั่นเอง

พอถึงสถานี Dhoby Ghaut ให้ออกทางออก B จากนั้นเดินข้างถนนแล้วเลี้ยวซ้าย เดินไปเรื่อยจะเจออุโมงค์ ให้เดินผ่านเข้าไปจนสุดทางก็ถึง

Fort Canning เป็นชื่อของสวนสาธารณะที่มีพื้นที่กว่า 18 เฮคเตอร์ อยู่ติดกับโรงแรมฟอร์ทแคนนิง (Hotel Fort Canning) โรงแรมใหญ่สไตล์บูติก ที่น่าพักอีกทีหนึ่งของสิงคโปร์

ไฮไลท์ของสถานที่นี้อยู่ที่บันไดโค้ งที่เมื่อมองขึ้นไปจะเห็นพุ่มไม้และต้นไม้ใหญ่สีเขียวชอุ่มอยู่ด้านบน เป็นอีกจุดหนึ่งที่คนสิงคโปร์นิยมมาถ่าย Pre Wedding กัน

เราใช้เวลาเดินเล่นกันซักพักก็กลับเข้าที่พัก เพราะเมื่อเช้าไม่ได้อาบน้ำ แล้วรู้สึกไม่ค่อยสบายตัว ห้องพักของเราเป็นห้องเดี่ยวเล็กๆ เตียง 2 ชั้น สามารถนอนได้ 2 คน ห้องน้ำรวม ซึ่งห้องน้ำถือว่าไม่แย่เลย มีคนทำความสะอาดตลอด ใช้ได้สบายๆ

หลังจากอาบน้ำและเก็บของเสร็จ เราตัดสินใจเดินเล่นเรียบแม่น้ำสิงคโปร์ไปเรื่อยๆ

เดินซักพักก็ถึง เมอร์ไลออน พาร์ค (Merlion Park) ที่มีเจ้าตัวเมอร์ไลออนพ่นน้ำ แลนด์มาร์คตลอดกาลของประเทศสิงคโปร์ ที่ไม่มีใครไม่รู้จัก

อยากจะบอกว่า คนเยอะมากๆ ครับ 5555 ใครอยากถ่ายรูปกับเจ้าสิงโตพ่นน้ำตัวนี้แบบไม่มี background เป็นกองทัพมนุษย์ ถ้าไม่มาเช้าตรู่บอกเลยว่ายาก แต่!!! มากับ Hang Around Thailand ทั้งที อะไรก็เป็นไปได้ 5555 ผมตั้งขาตั้งกล้องรอไว้เลย พอเห็นว่าไม่มีใครเดินตัดหน้าเฟรมแล้วบรรเลงกดชัตเตอร์รัวๆ ประมาณ 10 กว่าภาพได้ แต่ใช้ได้ภาพเดียวคือภาพด้านล่างนี่แหละ 5555

หลังจากถ่ายรูปกับสิงโตพ่นน้ำแล้ว เราก็เดินออกไปทางซ้ายมือ จะเจอ สะพาน Jubilee Bridge ที่เป็นสะพานรูปโค้งเว้า ที่สามารถเห็นวิวของอ่าวมาริน่า เบย์ ได้อย่างชัดเจน สะพานเชื่อมระหว่าง Merlion Park และโรงละคร Esplanade Theatres ศูนย์แสดงศิลปะการแสดง เป็นอาคารกระจกทรงกลม 2 ส่วนที่ติดกระจกรูปสามเหลี่ยมสำหรับบังแดดกว่า 7,000 ชิ้น จุคนได้มากถึง 1,600 ที่นั่ง

ด้านหน้าของ Esplanade Theatres จะมีร้านขายไอศกรีมจาก OHARA FARM ใครผ่านไปลองแวะชิมไอศกรีมเมล่อนดู อร่อยมากๆ คล้ายๆ กับของญี่ปุ่นเลย

เราเดินอ้อมมาอีกฝั่งหนึ่งของอ่าวมารีน่า เบย์จะเจอกับสะพานเกลียว ฮีลิกซ์ (Helix Bridge) ที่ถูกออกแบบโดยอิงจากรูปแบบของ DNA ทั้งสวยงามและแปลกตามากๆ ช่วงค่ำจะมีการเปิดไฟที่สะพานเป็นสีต่างๆ นักท่องเที่ยวนิยมมาถ่ายรูปกัน

ข้ามสะพาน DNA ไปจะเจอกับ Marina Bay Sands และ ArtScience Museum พิพิธภัณฑ์ศิลป์และศาสตร์ ที่นำเอานิทรรศการทางวิทยาศาสตร์และศิลปะมาจัดแสดงรวมกัน ใครมีโอกาสควรเข้าไปชมซักครั้ง ครั้งนี้ผมพลาดไป รู้สึกเสียดายมากๆ ครั้งหน้ามาใหม่จะไม่พลาดแน่นอน

ช่วงนั้นเป็นช่วงพระอาทิตย์ตกพอดี จุดที่ผมแนะนำให้ไปนั่งชมพระอาทิตย์ตกที่อ่าวมาริน่า เบย์ คือโป๊ะด้านหน้าร้าน Louis Vuitton ผมถือว่าเป็นจุดที่ดีที่สุดของผมเลย

พอพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า ตึกฝั่งตรงข้ามเปิดไฟสว่างไสวสะท้อนกับผิวน้ำแล้วเป็นบรรยากาศที่บรรยายไม่ถูกจริงๆ ใครมีโอกาสต้องไปดูให้เห็นกับตาตัวเองซักครั้ง

นั่งกันซักพักการแสดง Wonder Full-Light & Water ก็เริ่มขึ้น เป็นโชว์ที่จัดแสดงบริเวณตึก Marina Bay Sands แสดงแสง สี เสียงและน้ำที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (South East Asia) ใช้เวลาในการออกแบบไฟ ระบบ IT เสียงเพลงประกอบ เรื่องราว เป็นเวลาถึง 3 ปีกันเลยทีเดียว เวลาในการแสดง วันอาทิตย์ – พฤหัสบดี มี 2 รอบ คือ 20:00 น. และ 21:30 น. ส่วนวันศุกร์และเสาร์ มีทั้งหมด 3 รอบ คือ 20:00 น., 21:30 น. และ 23:00 น.

ความเจ๋งของมันอยู่ที่การยิงเลเซอร์ High power จำนวน 15 หลอดออกจากด้านบนของ Marina Bay Sands ซึ่งจุดที่ชมการแสดงนี้ได้ดีที่ได้คือฝั่ง Merlion Park แต่ผมเดินกลับไปไม่ทัน เลยได้ดูอยู่ฝั่งนี้ 5555

พอโชว์จบก็ได้เวลาประมาณ 3 ทุ่มกว่าๆ เราจึงตัดสินใจเดินกลับที่พักกัน ซึ่งการเดินกลับที่พักก็ต้องผ่านทางเดิมที่เดินมา เลยเดินไปถ่ายรูปไปเรื่อยๆ จนถึงที่พัก อาบน้ำเสร็จ ด้วยความเหนื่อย เราเลยขอลาวันนี้แต่เพียงเท่านี้ Good Night ครับ

รีวิว สิงคโปร์ กันต่อ วันนี้เป็นวันที่เราจะไปย้อนวัยเด็กกันที่สวนสนุกระดับโลกอย่าง Universal Studio Singapore ซึ่งอยู่บนเกาะ Sentosa โดยวิธีเดินทางไปยังเกาะที่สะดวกที่สุด คือ นั่งรถไฟฟ้าข้ามเกาะไปลงที่สถานี Waterfront สามารถไปขึ้นได้ที่สถานี HarbourFront สายสีม่วง ส่วนอีกวิธีหนึ่งที่สามารถขึ้นได้ที่สถานี HarbourFront และฮิตที่สุดสำหรับนักท่องเที่ยว คือ นั่ง Cable Car ข้ามไป แต่ราคาก็จะสูงหน่อย

บัตรผ่านประตูของ USS จะอยู่ที่ ผู้ใหญ่ (13-59 ปี) 74 ดอลลาร์, เด็ก (4-12 ปี) 54 ดอลลาร์ และ ผู้สูงอายุ (60 ปีขึ้นไป) 36 ดอลลาร์ แบ่งออกเป็น 7 โซน ประกอบด้วย Hollywood, New York, Sci-Fi City, Ancient Egypt, Lost World, Far Far Away และ Madagascar ซึ่ง 1 วันสามารถเก็บหมดแบบสบายๆ แต่ต้องไปเช้าๆ หน่อย และที่สำคัญที่สุดให้เลือกไปในวันธรรมดา เพราะแถวเครื่องเล่นจะน้อย จะได้มีเวลาเก็บให้ครบ

เราอยู่ที่ USS กันถึงประมาณบ่าย 3 ก็ออกจากที่นั่นแล้วเปลี่ยนไปที่หมายต่อไป ซึ่งเป็นที่ๆ เป็น Landmark แห่งใหม่ของสิงคโปร์ นั่นก็คือ เขื่อนมารีน่า บาร์ราจ (Marina Barrage)

Marina Barrage เป็นเขื่อนที่กั้นระหว่างแม่น้ำสิงคโปร์กับทะเล ด้านบนสามารถมองเห็นวิวของ Marina Bay Sand และ Gardens by the Bay ได้อย่างชัดเจน นอกจากนี้ยังเป็นที่ๆ ชาวสิงคโปร์นิยมมาเล่นว่าวอีกด้วย

ส่วนตัวผมรู้สึกว่า Marina Barrage อีกที่ที่มีความโรแมนติกอย่างบอกไม่ถูก ยิ่งช่วงพระอาทิตย์กำลังจะตกนะ โรแมนติกสุดๆ ถ้าผมเป็นคนสิงคโปร์แล้วกำลังจีบสาวซักคน ก็คงพามานั่งดูพระอาทิตย์ตกที่นี่แหละ 5555 มโนจัด

จากนั้นเราก็เดินออกจาก Marina Barrage แล้วเลาะแม่น้ำสิงคโปร์มาเรื่อยๆ ก็มาเจอมุมที่เห็น Singapore Flyer แบบชัดๆ เลยหยุดแล้วถ่ายรูปคู่กับมันซะหน่อย

เดินถัดมาอีกซักพักก็จะเจอกับ Dome เรือนกระจก 2 หลัง ของ Gardens by the Bay อยู่ด้านหน้า เรียกว่า Conservatory Flower Dome ภายในจะมีต้นไม้จากหลายๆประเทศจัดแสดงอยู่ และ Conservatory Cloud Forest ภายในจัดโซนเป็นแบบป่าดิบชื้น ซึ่ง Dome เรือนกระจก ทั้ง 2 หลังต้องเสียค่าเข้าชม 28 ดอลลาร์

รอบที่แล้วเราเคยเข้าไปแล้วเลยตัดสินใจเลยถัดมาอีกโซน ซึ่งไม่เสียค่าเข้าชม คือ Supertree Grove เป็นต้นไม้จำลองที่มีความสูง 25-50 เมตร มีทางเดินลอยฟ้าที่เรียกว่า OCBC Skyway ในแต่ละคืนจะมีการแสดงดนตรีแสงสีเสียงที่ เรียกว่า Garden Rhapsody เวลา 19:45 และ 20:45 ของทุกวัน

หลังจากดู Garden Rhapsody รอบทุ่ม 45 เสร็จ เราตัดสินใจนั่งรถไฟฟ้าจากสถานี Bayfront สายสีเหลือง ซึ่งใกล้กับ Gardens by the Bay ที่สุดไปลงที่สถานี Clarke Quay ซึ่งก็คือสถานีเดียวกับที่พักเรานั่นแหละ

รีวิว สิงคโปร์ ตอนกลางคืนที่ ย่าน Clarke Quay เป็นย่าน Night Life ที่ใหญ่ที่สุดของสิงคโปร์ เทียบได้กับถนนข้าวสารของกรุงเทพนั่นแหละ ยิ่งวันเสาร์อาทิตย์คนจะเยอะมากๆ รอบๆ ประกอบไปด้วยร้านอาหาร รวมทั้งผับ บาร์หลากหลายสไตล์

เราเลือกนั่งที่บาร์เล็กๆ ที่ชื่อว่า Wings Bar เป็นบาร์ที่มีเครื่องดื่มหลากหลาย เราเลือกสั่งเป็น Hoegaarden Rosee สีชมพูสดกินคู่กับ Potato Skin อบที่โปะหน้าด้วย Mozzarella Cheese ยืดๆ แสนอร่อย

หลังจากจิบเบียร์เย็นๆ กันพอหอมปากหอมคอแล้ว ร่างกายที่ใช้งานมาทั้งวันก็เริ่มงอแง อยากจะ Shutdown ตัวเองขึ้นมาซะอย่างนั้น เลยขอตัวกลับไปนอนก่อน

เช้าวันสุดท้าย เที่ยวสิงคโปร์ เราตื่นขึ้นมาเก็บข้าวเก็บของแล้วฝากกระเป๋าไว้ที่โฮสเทล จากนั้นเดินตรงไปทางสถานีรถไฟฟ้า Clarke Quay วันนี้เราจะไปกินบักกุ๊ดเต๋เจ้าดังของสิงคโปร์กัน

บักกุ๊ดเต๋เจ้าดังนี้มีชื่อว่า Song Fa bak kut teh สาขา Clarke Quay เป็นร้านประจำของเรา 2 คนที่เมื่อกลับไป เที่ยวสิงคโปร์ เมื่อไหร่ต้องไม่พลาดที่จะไปกินทุกครั้ง แถมราคาไม่แพงด้วย

หลังจากกินเสร็จเราก็เดินทางไปลงที่สถานี Bugis เพื่อไปดู Street Art ที่ถนน Haji Lane เป็นซอยเล็กๆ ที่มีตึกสไตล์ชิโนโปรตุกีสรวมตัวกันอยู่ ตามพนังจะมีการเพ้นท์กราฟฟิตี้ลวดลายต่างๆ สวยๆ ทั้งนั้น ไม่แพ้ Street Art ของภูเก็ตเลย

หลังจากถ่ายรูปกันซักพักเราก็ย้ายที่เดินเล่นกันที่ ถนน Orchard แหล่ง Shopping ที่ใหญ่ที่สุดของสิงคโปร์ แต่เดินได้ซักพักฝนก็ลงหนักมากๆ เราเลยไม่ค่อยได้ถ่ายรูปมา ได้แต่ถ่ายบริเวณทางเข้าห้าง ION Orchard เอาไว้

หลังจากฝนหยุดเราก็นั่งรถไฟฟ้าไปลงที่สถานี Chinatown แล้วเดินเลาะตามถนนไปเรื่อยๆ เดินไปซักพักจะเจอ วัดศรีมาริอัมมันต์ (Sri Mariamman Temple) เป็นวัดฮินดูที่สร้างขึ้นเพื่อถวายเจ้าแม่มาริอัมมันต์ ซึ่งเป็นที่เลื่องลือกันว่า เจ้าแม่องค์นี้มีความศักดิ์สิทธิ์ในเรื่องการรักษาอาการเจ็บป่วยและโรคภัยต่าง ๆ

จากวัดศรีมาริอัมมันต์ เดินออกมาทางขวาจนสุดทางจะเจอกับ วัดพระเขี้ยวแก้ว (Buddha Tooth Relic Temple) เป็นวัดที่ออกแบบตามศิลปกรรมสมัยราชวงศ์ถัง ด้านในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ พระเขี้ยวแก้วประดิษฐานอยู่ในสถูปใหญ่ ทำจากทองแท้ และมีการจัดแสดงพิพิธภัณฑ์ด้วย

หลังจากถ่ายรูปกันซักพักท้องเริ่มหิว เราเลยเดินข้ามถนนมาที่ Maxwell Food Centre เป็นศูนย์อาหารที่มีร้านข้าวมันไก่เจ้าดังอย่าง Tian Tian Hainanese Chicken Rice ตั้งอยู่

ข้าวมันไก่ของที่นี่เสิร์ฟไก่ด้วยการสับไก่พร้อมกระดูกเป็นท่อนๆ แล้วมีน้ำซอสราดบนไก่แบบฉ่ำๆ ต่างจากข้าวมันไก่แบบไทยที่เลาะกระดูกแล้วเอาเนื้อมาตบให้แบนแต๊ดแต๋ แต่ส่วนตัวผมว่า น้ำจิ้มเค้าไม่แซ่บแบบของไทย ถ้าเอาข้าวมันไก่เค้ามาใส่น้ำจิ้มของไทยนี่จะเพอร์เฟคมาก 5555

หลังจากกินอิ่มแล้วเราตัดสินใจว่าจะไปเดินเล่นกันต่อที่อ่าวมาริน่า เบย์อีกรอบ แต่พอไปถึงฝนดันตกลงมา เราเลยกลับที่พักไปเอากระเป๋า แล้วเดินทางไปนอนที่สนามบินเลย เพราะมีไฟลท์บินตอนเช้า เวลา 06.50 am ซึ่งถ้ารอขึ้นรถไฟฟ้ารอบแรกตอน 6 โมงเช้ามันจะไปไม่ทัน

การเดินทางมาสิงคโปร์รอบนี้ของผม สิงคโปร์เปลี่ยนแปลงไปมาก มากจนบางสถานที่แทบจะจำไม่ได้ แต่ทุกๆ ครั้ง สิงคโปร์ไม่เคยทำให้ผมรู้สึกผิดหวังเลย ทั้งผู้คนที่เป็นเจ้าบ้านคอยต้อนรับ ช่วยเหลือ และเต็มใจให้ข้อมูลกับนักท่องเที่ยว ทั้งบ้านเมืองที่สะอาด มีระเบียบและทันสมัย แต่คงไว้ซึ่งศิลปวัฒนธรรมอันเก่าแก่ที่สมควรได้รับการอนุรักษ์ให้คนรุ่นหลังได้รู้และศึกษา ทั้งรูปแบบการคมนาคมที่ครอบคลุมทั่วทั้งพื้นที่ของประเทศ ทั้งหมดทั้งมวลมันทำให้สิงคโปร์มีเสน่ห์ในรูปแบบของมันเอง หากมีใครที่เอ่ยบอกชวนผมมาเยือนสิงคโปร์อีกซักรอบ ผมจะรีบตอบตกลงอย่างไว

ขอบคุณ Guest สุดพิเศษ คุณ Hang Around Thailand สังกัด Pantip ที่มา รีวิว สิงคโปร์ พาเที่ยวสถานที่ฮิตๆ โดนๆ พร้อมพาชิมของอร่อย แบบจัดเต็ม ได้รับเสียงปรบมือจากเราไปเลย!!
ระดับความน่าไป : ✩✩✩✩✩
พูดคุยกับ Guest ได้ที่ : facebook.com/hangaroundthailand/


ชอบ บทความ มัชรูมทราเวล ทำไงดี…?
1.กดแชร์ต่อ ให้เพื่อนอ่านบ้าง
2. คลิก Like และ ติดตามเราได้ที่ Facebook www.facebook.com/mushroomtravel/

—————

Mushroom Travel มีโปรแกรม ทัวร์สิงคโปร์ ให้เลือกมากที่สุด
โทร. 02-105-6234 (30 คู่สาย)
CustomerService@Mushroomtravel.com
Line id : @mushroomtravel

สินค้าที่เกี่ยวข้อง
ไปด้านบนสุด